“พูดจาเหลวไหลอันใดกัน? เจ้าจะปลอดภัยดี อายุยืนถึงร้อยปี”
เซียวจิ่วเยวียนไม่ชอบได้ยินคำว่า “ตาย” จากปากนาง
ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ด้วยแล้ว
ร่างเลือนรางของจิ่วจิ่วลอยไปลอยมาอยู่กลางอากาศ ทั้งยังทำหน้าทะเล้นใส่เซียวจิ่วเยวียนสารพัด
“ฮิ ๆ เสี่ยวเยวียนจื่อ เจ้าเชื่อเรื่องงมงายด้วยหรือ? แต่พูดผิดแล้ว อายุร้อยปียังไม่พอหรอก ข้าจะอายุยืนถึงล้านปี!”
จิ่วจิ่วยื่นมือไปจิ้มแก้มเซียวจิ่วเยวียน ทว่ามือกลับทะลุผ่านใบหน้าของเขาไป
นางบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ “แม้แต่ใบหน้าหล่อเหลางดงามของเสี่ยวเยวียนจื่อก็จับไม่ได้แล้ว ไม่มีความสุขเลย”
“อย่าซุกซน เล่ามาก่อนว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่?” เซียวจิ่วเยวียนร้อนใจอยากให้นางกลับคืนสู่สภาพเดิม
ต่อให้นางจะซุกซนไปบ้าง ก่อเรื่องมากหน่อยก็ไม่เป็นไร
ขอเพียงนางมีความสุขก็พอ
จิ่วจิ่วลอยไปเกาะบนไหล่เซียวจิ่วเยวียน นางกับเสี่ยวฮุยยึดไหล่คนละข้าง ขาเล็ก ๆ แกว่งไปมา
ปากน้อย ๆ ของนางพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด “เสี่ยวเยวียนจื่อ เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าน่าสงสารเพียงใด ไอ้เจ้าคนโง่เฒ่านั่นใช้กลอุบายเล่นงานข้า หากข้าไม่ฉลาดพอ คงถูกเจ้าคนเจ้าเล่ห์นั่นเล่นงานสำเร็จไปแล้ว…”
“จะว่าไป วันนั้นเจ้าคนเจ้าเล่ห์นั่นคิดจะฆ่าข้า แต่ข้าตาแหลมมองแผนชั่วของมันออกเสียก่อน เจ้าไม่เห็นภาพเด็ด ๆ ที่ข้าชกหน้าลั่วหมิงจู แล้วเหยียบเจ้าคนเจ้าเล่ห์นั่นหรอก ข้าจะเล่าให้ฟัง…”
จิ่วจิ่วยังคงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด เซียวจิ่วเยวียนยกมือคลึงหว่างคิ้ว ก่อนขัดจังหวะนาง “พูดเรื่องสำคัญ”
“เรื่องสำคัญก็คือ ราชันผู้นี้ฉลาดล้ำเลิศ สายตาเฉียบคม อุบายใด ๆ ในสายตาข้าก็เป็นแค่เสือกระดาษทั้งนั้น” จิ่วจิ่วยกกำปั้นน้อย ๆ ขึ้น ท่าทางลำพองใจทั้งโอหังทั้งน่าเอ็นดู
