ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้...
ชิงอู๋มีธุระต้องจากไป สั่งให้คนนำอาหารมาส่งที่สวนดอกไม้ จิ่วจิ่วต้องการรับประทานอาหารในสวน
ขณะที่อาหารเลิศรสถูกยกมาตั้งบนโต๊ะทีละจาน น้ำลายของจิ่วจิ่วแทบไหล
“หอมจริง...อร่อย...”
จิ่วจิ่ววางเสี่ยวฮุยไว้บนโต๊ะ ยื่นน่องไก่ให้มันหนึ่งชิ้น
เด็กหนึ่งหนูหนึ่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
ทันใดนั้น หลังมือของจิ่วจิ่วก็ถูกตบฉาดหนึ่ง
หลังมือเล็ก ๆ ปรากฏรอยแดงขึ้นทันที
“เด็กขอทานมาจากไหน? กล้าดีอย่างไรมาบังอาจในตำหนักบูรพา!”
“คนมา! ลากนางออกไป โบยให้ตาย!”
สตรีในอาภรณ์แพรพรรณงามสง่าเอ่ยสั่งเสียงเย็นชา สายตาที่มองจิ่วจิ่วเต็มไปด้วยความรังเกียจ
จิ่วจิ่วที่ถูกตบโดยไร้เหตุผล สีหน้าเครียดขรึมลง
“เจ้าเป็นใคร?”
จิ่วจิ่วย่นจมูก
นางมีกลิ่นตัวเหม็นยิ่งนัก!
สิ้นคำพูด จิ่วจิ่วก็ถูกบ่าวด้านหลังสตรีผู้นั้นจับตัวไว้
สาวใช้ที่ปรนนิบัติจิ่วจิ่วรีบเอ่ย “คุณหนูอวี้ซู อย่าทำร้ายท่านซื่อจวิ้น”
“ท่านซื่อจวิ้น? เหตุใดข้าไม่รู้ว่าตำหนักบูรพามีท่านซื่อจวิ้น?”
“จอมหลอกลวงมาจากไหน กล้าดีอย่างไรมาหลอกหลวงถึงตำหนักบูรพา? ช่างบังอาจยิ่งนัก”
เฉียวอวี้ซูเหลือบมองจิ่วจิ่ว พลางเอ่ยเสียงเย็น “จับจอมหลอกลวงจอมบังอาจนี่ แล้วโยนเข้าไปในลานอสูรดุร้าย”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ คุณหนูอวี้ซู นางคือท่านซื่อจวิ้นตัวจริง...”สาวใช้พูดไม่ทันจบก็ถูกตบสองฉาด
จิ่วจิ่วที่ดิ้นรนขัดขืน พอได้ยินว่าจะถูกโยนไปให้เสือกิน ก็หยุดดิ้นรน
ขณะนั้น เซียวจิ่วเยวียนเพิ่งฟังสาวใช้รายงานเหตุการณ์ทั้งหมด
เซียวจิ่วเยวียนสีหน้าเขียวคล้ำ นัยน์ตาฉายแววสังหารรุนแรง
“จุยอิ่ง”
“ขอรับ”
จุยอิ่งผลักรถเข็นของเซียวจิ่วเยวียน มุ่งหน้าสู่ลานอสูรดุร้ายอย่างรวดเร็ว
เซียวจิ่วเยวียนโปรดปรานอสูรดุร้ายยิ่งนัก ในตำหนักบูรพามีลานหนึ่ง ภายในมีคนพิเศษคอยเลี้ยงดูอสูรดุร้ายนานาชนิด
ที่ดุร้ายและก้าวร้าวที่สุด เห็นจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของเซียวจิ่วเยวียน ซึ่งก็คือพยัคฆ์ขาวผู้ทรงพลังอำนาจ
สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่เข้าสู่เขตแดนของมัน จะถูกมันล่าฆ่าในพริบตา แล้วกลายเป็นอาหารในท้องของมัน
บริเวณที่พยัคฆ์ขาวอยู่ ก็นับเป็นจุดที่อันตรายที่สุดในลานอสูรดุร้ายทั้งหมด
เพียงแค่เผลอเล็กน้อย ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้
เด็กน้อยวัยสี่ขวบคนหนึ่ง ถูกโยนเข้าไปในเขตของพยัคฆ์ขาว ไร้ทางรอดชีวิตเด็ดขาด
และขณะที่เซียวจิ่วเยวียนกำลังใจร้อนดั่งไฟเร่งเดินทางไปยังลานอสูรดุร้าย ภายในลานอสูรดุร้ายกลับเป็นภาพอีกแบบหนึ่ง
“โฮก——”
พยัคฆ์ขาวสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งบุกรุกเขตแดนของมัน จึงรีบตรงมา
ก็เห็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ กำลังชะเง้อมองไปรอบ ๆ ในเขตแดนของมัน
พอเห็นมัน ไม่เพียงไม่กลัว ยังตื่นเต้นดีใจพุ่งเข้าใส่มัน
“ว้าว เสี่ยวไป๋ เจ้าช่างงดงามจริง!”
พยัคฆ์ขาวอ้าปากคาบจิ่วจิ่ววางบนหลังของมัน
จิ่วจิ่วขี่อยู่บนหลังพยัคฆ์ขาว ในแววตาไม่มีวี่แววของความกลัวแม้แต่น้อย
นางฮึดฮัดแล้วกล่าว “เสี่ยวไป๋ ไปเลย ราชาผู้นี้จะพาเจ้าไปก่อเรื่อง”
“ฮึ่ม กล้ารังแกราชาผู้นี้ ดูสิว่าราชาผู้นี้จะจัดการกับนางอย่างไร!”
“โฮก——”
พยัคฆ์ขาวคำรามยาว พาจิ่วจิ่วกระโจนข้ามกำแพงลานอสูรดุร้าย
พ้นจากลานอสูรดุร้าย หัวเล็ก ๆ สีเทาผลุบออกมาจากอกของจิ่วจิ่ว
“จี๊ จี๊ จี๊——”
เสี่ยวฮุยร้องจี๊ ๆ อยู่พักหนึ่ง จิ่วจิ่วพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
“เสี่ยวไป๋ ไปทางนี้”
มีเสี่ยวฮุยนำทาง จิ่วจิ่วก็พบคนที่นางต้องการพบอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้น เฉียวอวี้ซูกำลังเล่นฉิน
สาวใช้ข้างกายปากหวานเอ่ยชม “เสียงฉินของคุณหนูดั่งเสียงสวรรค์ มิน่าเล่าไท่จื่อถึงโปรดฟังเสียงฉินของคุณหนูนัก”
“คนภายนอกต่างว่าไท่จื่อรักใคร่คุณหนูมาก ถึงขั้นยอมขัดรับสั่งฮ่องเต้พระราชทานสมรส”
“อีกไม่นานพวกเราคงต้องเปลี่ยนมาเรียกคุณหนูว่าไท่จื่อเฟยแล้ว”
เฉียวอวี้ซูยกยิ้มมุมปาก “ปากหวานดีนัก ให้รางวัล!”
“ขอบคุณคุณหนูเจ้าคะ” สาวใช้คุกเข่าขอบคุณ
เสียงฉินจบลง เฉียวอวี้ซูถามสาวใช้ “เจ้าสารเลวนั่นจัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือ?”
“คุณหนูวางใจได้ บ่าวเห็นกับตาว่ามันถูกโยนเข้าไปในลานอสูรดุร้าย ยังเป็นสวนพยัคฆ์ขาวที่ดุร้ายที่สุด มันต้องตายแน่!” สาวใช้ตอบ
เฉียวอวี้ซูยกยิ้มมุมปาก แววตาเปี่ยมความเยือกเย็น “สารเลวไม่รู้จักตาย หากมิใช่... ข้าคงกำจัดมันไปนานแล้ว”
“คุณหนูพูดถูก...อ๊ะ นั่นอะไร?” สาวใช้พูดได้ครึ่งเดียว พลันส่งเสียงร้อง
ก็เห็นหัวพยัคฆ์ขาวสง่าผ่าเผย โผล่เข้ามาจากนอกหน้าต่าง
“โฮก——”
เสียงคำรามของพยัคฆ์ ทำเอาเฉียวอวี้ซูหน้าถอดสีอกสั่นขวัญหนี แทบสิ้นสติ
“เสี่ยวไป๋” เสียงใส ๆ ของเด็กน้อยดังขึ้น เสียงคำรามก็หยุดลงทันที
พยัคฆ์ขาวถอยหลังไปไม่กี่ก้าว เฉียวอวี้ซูกับพวกก็เห็นจิ่วจิ่วขี่อยู่บนหลังพยัคฆ์ขาว
“สารเลว เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?” เฉียวอวี้ซูกัดฟันกรอดจ้องจิ่วจิ่ว
กล้าด่าข้าหรือ?
จิ่วจิ่วยื่นมือเล็ก ๆ ชี้ “เจ้าหนูทั้งหลาย กัดนาง!”
สิ้นเสียง ก็มีหนูนับไม่ถ้วนปรี่เข้ามาจากทุกสารทิศ
กองทัพหนูล้อมตัวเฉียวอวี้ซูกับสาวใช้ไว้อย่างรวดเร็ว เสียงร้องโหยหวนของพวกนางดังไม่ขาด
“อ๊ะ หน้าข้า...”
“สารเลว เจ้า เจ้าต้องตายดี!”
“ช่วยข้า ช่วยข้าด้วย...”
จากเสียงกรีดร้องเป็นคำด่าทอ สุดท้ายเป็นคำขอชีวิต
เฉียวอวี้ซูคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด
ขณะที่เฉียวอวี้ซูคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกหนูกัดตาย ร่างเล็ก ๆ หนึ่งก็มายืนตรงหน้านาง
“ใครสั่งให้เจ้าฆ่าข้า?” จิ่วจิ่วถามเฉียวอวี้ซู
ในแววตาของเฉียวอวี้ซูแวบผ่านความลังเล
ก็ได้ยินจิ่วจิ่วกล่าวอีก “ข้าให้โอกาสเจ้าแค่ครั้งเดียว ถ้าไม่พูด เจ้าก็รอถูกหนูกัดจนเนื้อเปิดเถือกโชกเลือด กลายเป็นอัปลักษณ์ที่ทุกคนรังเกียจ”
“ไม่เอา! ข้า...ข้าพูด คือ...” เฉียวอวี้ซูตกใจร้องลั่น
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยตัวตนของผู้บงการเบื้องหลัง เสียงหนึ่งก็ขัดจังหวะนาง
“ท่านซื่อจวิ้น เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้?”
เป็นชิงอู๋
ชิงอู๋ได้ยินเสียงคำรามของพยัคฆ์ เกรงว่าจะเกิดเรื่อง จึงรีบตรงมา
แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเห็นภาพตรงหน้าเช่นนี้
“เจ้ามาทำไม?” จิ่วจิ่วมองชิงอู๋อย่างรังเกียจ
ชิงอู๋กำลังจะกล่าว ก็ถูกจิ่วจิ่วขัด “นางต้องการฆ่าข้า เจ้าจะจัดการหรือไม่?”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” ชิงอู๋ตกใจยิ่ง
เฉียวอวี้ซูก็เร่งร้องเสียงหลง “ท่านแม่ทัพชิงอู๋ช่วยข้าด้วย! ข้ากับท่านซื่อจวิ้นไม่มีเรื่องบาดหมางใด ๆ เหตุใดต้องฆ่านาง? ท่านซื่อจวิ้นคงเข้าใจผิดแน่ ขอท่านแม่ทัพชิงอู๋ช่วยข้าด้วย”
“ท่านซื่อจวิ้น คุณหนูอวี้ซูเป็นคนของท่านไท่จื่อ เกรงว่า...” ชิงอู๋รู้ว่าเฉียวอวี้ซูมีประโยชน์พิเศษต่อเซียวจิ่วเยวียน จึงโน้มน้าวจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วขัดจังหวะเขา “ถ้าข้าไม่ยอมเล่า?”
“ท่านซื่อจวิ้น นางเป็นคนของท่านไท่จื่อ พวกเราอาจใช้ชีวิตของนางเป็นข้อต่อรองให้ท่านไท่จื่อเชื่อฟังท่าน” เพื่อรักษาชีวิตของเฉียวอวี้ซู ชิงอู๋ก็ลำบากใจยิ่ง
จิ่วจิ่วลูบคางครุ่นคิด รับอย่างเสียไม่ได้
ชิงอู๋แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก็ได้ยินจิ่วจิ่วกล่าวอีก “เจ้า เอาตัวนางไปแขวนบนต้นไม้ ให้บ่าวในจวนทั้งหมดเห็น”
“นี่...” ชิงอู๋ลังเล
จิ่วจิ่วแค่นเสียง “รู้ว่าเจ้าหลอกข้า”
“ฮึ่ม ราชาผู้นี้มีแค้นต้องชำระเดี๋ยวนั้น!
“เสี่ยวไป๋ ลุย!”
“โฮก——”
พยัคฆ์ขาวคำรามยาว อ้าปากกว้างเหวอะเข้าหาเฉียวอวี้ซู
“อ๊าก——”
เฉียวอวี้ซูกรีดร้อง สิ้นสติไป
พยัคฆ์ขาวคาบเฉียวอวี้ซูที่สลบ เดินไปข้างนอกแล้วเหวี่ยงไปบนต้นไม้อย่างแรง
เฉียวอวี้ซูถูกแขวนคาต้นไม้อย่างมั่นคง
“เสี่ยวไป๋ กลับมา!”
จิ่วจิ่วเรียกพยัคฆ์ขาวกลับ นางขี่บนหลังพยัคฆ์ขาว
ภายใต้การบัญชาของนาง พยัคฆ์ขาวกระโจนไม่กี่ทีก็ขึ้นไปบนหลังคา
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คฤหาสน์นี้ราชาผู้นี้เป็นคนสั่ง”
“พ่อไม่ได้ความของข้า พวกเจ้าอย่าไปยุ่งกับเขา เขาก็แค่หมาที่สู้ไม่ขึ้น...”
เซียวจิ่วเยวียนที่เร่งมาด้วยความร้อนใจ ก็มาเห็นร่างเล็ก ๆ ขี่อยู่บนหลังพยัคฆ์ ประกาศอำนาจยิ่งใหญ่ราวกับจอมโจรเขา
เมื่อได้ยินนางโบกมือเล็ก ๆ กล่าวว่าตนไม่ได้ความเป็นหมาที่สู้ไม่ขึ้น เซียวจิ่วเยวียนก็กัดฟันกรอดขมับเต้นตุบ ๆ
วันนี้ถ้าเขาไม่ตีนางจนร้องหาพ่อหาแม่ เขาก็เป็นพ่อนาง!