“เจ้ากำลังดูอะไรอยู่?”
จู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็วางลงบนไหล่ของจิ่วจิ่ว
พร้อมกันนั้น เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหูนาง
จิ่วจิ่วสะดุ้งทั้งตัว สัญชาตญาณทำให้นางเหวี่ยงหมัดใส่อีกฝ่าย
“จวิ้นจู่ เป็นข้าเอง!”
เสียงคุ้นหูทำให้มือที่เหวี่ยงออกไปได้ครึ่งทางของจิ่วจิ่วชะงักลง
นางหันไป ก็สบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาคุ้นตาของเฉินอวิ๋นฝาน
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” จิ่วจิ่วมองเขาด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “อ้อ เจ้าก็มาหาคนรู้ใจเหมือนกันหรือ? เช่นนั้นกลางวันยังแสร้งทำเป็นสำรวมต่อหน้าข้า ช่างไม่ซื่อตรงเอาเสียเลย”
น้ำเสียงของจิ่วจิ่วเจือแววตำหนิอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นนางเข้าใจผิด เฉินอวิ๋นฝานก็รีบอธิบาย “จวิ้นจู่อย่าเข้าใจผิด ข้ามาที่นี่เพราะรู้ว่าจวิ้นจู่จะมา นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีเจตนาอื่น”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาหอหมื่นบุปผา และข้าก็ไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นี่”
คำว่า ‘คนรู้ใจ’ เฉินอวิ๋นฝานไม่ว่าอย่างไรก็พูดไม่ออก
เขาจึงพยายามอธิบายแก่จิ่วจิ่วอย่างอ้อมค้อม
จิ่วจิ่วพยักหน้ารับ อ้อคำหนึ่ง
ส่วนนางเชื่อหรือไม่ ก็ไม่มีใครล่วงรู้
จิ่วจิ่วหันไปจ้องบริเวณบันไดขึ้นชั้นสามอีกครั้ง สีหน้าครุ่นคิด
“จวิ้นจู่อยากขึ้นไปชั้นบนหรือ?” เฉินอวิ๋นฝานมองออกว่าจิ่วจิ่วกำลังคิดอะไร จึงเอ่ยถาม
จิ่วจิ่วพยักหน้า “อืม แต่ดูท่าจะยากอยู่บ้าง”
เฉินอวิ๋นฝานกลับกล่าวว่า “จวิ้นจู่รอสักครู่”
กล่าวจบ เฉินอวิ๋นฝานก็หมุนกายจากไป
จิ่วจิ่วมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปของเฉินอวิ๋นฝานอย่างงุนงง
ไม่นานนัก เฉินอวิ๋นฝานก็กลับมา
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าจิ่วจิ่วแล้วกล่าวว่า “จวิ้นจู่ ไปได้แล้ว”
