เมื่อเฉินฝานกลับถึงบ้าน รัวเชวกำลังนั่งจัดเอกสารที่ซื้อมาในช่วงสองสามวันนี้อยู่ในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะมีหนังสือพื้นฐานการเงินวางอยู่หลายเล่ม รวมถึงหนังสือการจัดการธุรกิจสมัยใหม่เล่มหนาจนเอาไปทุบคนได้อีกเล่มหนึ่ง
เฉินฝานยื่นโทรศัพท์ให้แล้วถามว่า
“จำได้ไหม?”
รัวเชวกวาดตามองรูปถ่าย
“สถานีฟังวายุ”
“ยังจำได้จริง ๆ ด้วย?”
รัวเชวเงยหน้าขึ้น “เจ้าเป็นคนเผา”
จางเลี่ยงที่ตามหลังมาหัวเราะออกมาทันที
“ลูกพี่ ผมบอกแล้วไงว่าเรื่องนี้ทุกคนจำได้”
เฉินฝานพูดอย่างจนใจ “ก็แค่เผาสถานีโทรม ๆ ไปแห่งเดียว ต้องจำกันนานขนาดนั้นเลยหรือ?”
รัวเชวคืนโทรศัพท์ให้เขา
“หลังจากนั้นมีการซ่อมใหม่ครั้งหนึ่ง ข้าเป็นคนออกค่าซ่อม”
“……”
เฉินฝานรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วกุญแจคลังเก็บของล่ะ?”
รัวเชวชะงักไปครู่หนึ่ง
“ถามข้าหรือ?”
“พวกเขาให้ฉันมาถามเธอ”
รัวเชวพยักหน้า
“อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีสมองอยู่บ้าง”
จางเลี่ยงกลั้นขำ ส่วนเฉินฝานขี้เกียจสนใจเขา
“สรุปกุญแจอยู่ไหน?”
“หายไปนานแล้ว”
“?”
“หลังจากเจ้าเผาเสร็จ ก็เปลี่ยนกุญแจไปแล้ว”
“……”
เฉินฝานพลันรู้สึกว่า คราวนี้พารัวเชวมาด้วยน่าจะเหมาะกว่า
สองชั่วโมงต่อมา คณะของพวกเขาก็มาถึงเขตผิดปกติที่สถานีฟังวายุตั้งอยู่
เดิมทีที่นี่เป็นพื้นที่คลังสินค้าร้างแถบชานเมือง แต่ตอนนี้หลังแนวกั้นมีทางเดินหินเพิ่มขึ้นมาช่วงหนึ่ง ปลายทางคือเรือนเล็กเก่าโทรมหลังนั้น
กำแพงสีเทา ประตูไม้ ป้ายไม้สีซีดจางไปครึ่งหนึ่ง มองอย่างไรก็ไม่เหมือนที่แห่งนี้เคยเป็นของกิลด์อันดับหนึ่งของโลก
หานเจิงพาคนมาต้อนรับ
“ที่ปรึกษาเฉิน”
หลังตรวจสอบเสร็จ เฉินฝานก็พารัวเชว จางเลี่ยง และเจียงเทาเดินเข้าไปด้านใน
ตอนเจียงเทาเดินผ่านแนวกั้น เขาอดหันกลับไปมองแวบหนึ่งไม่ได้
“ลูกพี่”
“หือ?”
“ตอนนี้ผมยิ่งรู้สึกว่าช่วงหลายปีมานี้พี่เงียบ ๆ แต่ชีวิตจริงดูไม่ธรรมดาเลยแฮะ”
เฉินฝานตอบส่ง ๆ “ก็เคยเล่นมานิดหน่อย”
มุมปากเจียงเทากระตุก
“ตอนนี้ต่อให้เป็นหมาก็ไม่เชื่อคำพูดนี้แล้ว”
