ซ่งจิ่งเผยรอยยิ้มบาง ๆ “คุณปู่ฮั่น ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
“นานจริง ๆ เผลอแป๊บเดียวก็สิบกว่าปีแล้ว รีบมานั่งสิ” ฮั่นซิงซิวยิ้มพลางกวักมือเรียกเธอไปนั่งบนโซฟา
“คุณปู่ฮั่นคะ ยังไม่ต้องรีบนั่งหรอกค่ะ หนูขอไปดูอาการคุณย่าฮั่นก่อน คุณย่าอยู่ในห้องนอนใช่ไหมคะ”
“ใช่ ๆ ปู่พาไปเอง” ฮั่นซิงซิวรีบพาซ่งจิ่งไปยังห้องที่จัดแยกไว้ใช้เป็นห้องพักผู้ป่วย
คุณย่าฮั่นนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซูบซีด ยังคงหมดสติอยู่ แต่ดูจากใบหน้าก็พอจะรู้ว่าเวลาตื่นขึ้นมาคงเป็นหญิงชราที่อ่อนโยนและเมตตา
ซ่งจิ่งเดินเข้าไป วางกระเป๋าสะพายหลังลงบนพื้นข้างหัวเตียงอย่างเบามือ จากนั้นจึงหยิบมือของคุณย่าฮั่นออกมาจากผ้าห่มเพื่อจับชีพจร
ฮั่นซิงซิวกับไจ้เจิ้งชิงสบตากัน ก่อนจะจ้องมองซ่งจิ่งไม่วางตา
พวกเขารู้ว่าซ่งจิ่งเรียนวิชาแพทย์กับพ่อแม่และตายายมาตั้งแต่เด็ก ทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันเธอก็ศึกษามาทั้งคู่ อีกทั้งยังมีความชำนาญด้านการแพทย์ไม่น้อย
แต่โรคของคุณย่าฮั่นผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมามากมายแล้ว ก็ยังไม่ได้แนวทางการรักษาที่น่าพอใจ แม้จะรู้ว่าวิชาแพทย์ของซ่งจิ่งเชื่อถือได้ ทั้งสองก็ยังอดตื่นเต้นกังวลไม่ได้ ลึก ๆ ในใจยังกลัวว่าผลการวินิจฉัยครั้งนี้จะไม่เป็นที่น่าพอใจ และยังคงหาแนวทางการรักษาที่แน่นอนไม่ได้
ซ่งจิ่งก้มหน้าจับชีพจรให้คุณย่าฮั่นอย่างละเอียด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยสอดมือของคุณย่ากลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม แล้วตรวจดูดวงตาและแหวกปากของคุณย่าเพื่อตรวจดูภายในช่องปาก
เมื่อตรวจเสร็จ ซ่งจิ่งก็โน้มตัวลงรูดซิปกระเป๋าสะพายหลัง หยิบห่อผ้าสีดำออกมาจากข้างใน แล้วคลี่ลงบนโต๊ะข้างเตียง ภายในมีเข็มเงินเรียงเป็นแถวหลายแถว แต่ละเล่มมีขนาดแตกต่างกัน
