เสิ่นเยี่ยนซูจ้องเหยียนฉือแน่วนิ่ง ก่อนเอ่ยว่า “คงต้องรบกวนซื่อจื่อเหยียนนำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปมอบให้ไฉเหรินสวี่ในวัง นางรู้ว่าควรทำอย่างไร”
เหยียนฉือชะงักไปครู่หนึ่ง กลับรู้สึกว่าสตรีผู้นี้มิได้ไม่รู้จักหนักเบาอย่างที่เขาคิด นางมองบิดาของเขาเป็นเพียงเครื่องมือที่หยิบใช้ได้สะดวกเสียอีก
ทุกย่างก้าวที่นางไตร่ตรองในช่วงนี้ ล้วนคำนึงถึงกองทัพอู่เวย
ทว่าบิดาจะยอมรับฟังหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เรื่องใดเกี่ยวข้องกับเสิ่นรั่วเหิง บิดาของเขาก็ราวกับคนคลุ้มคลั่ง
เสิ่นเยี่ยนซูคล้ายจะคาดเดาความกังวลของเหยียนฉือได้ จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านลุงเหยียนสักฉบับ รบกวนซื่อจื่อเหยียนนำไปให้เขาอ่าน เขาต้องเห็นชอบกับการจัดการของข้าเป็นแน่”
เหยียนฉือขานรับเบา ๆ
เสิ่นเยี่ยนซูหันไปนั่งข้างโต๊ะเรียบง่าย แสงสลัวสีเหลืองนวลจากตะเกียงน้ำมันห่อหุ้มร่างบอบบางแต่สง่างามของนางไว้
แม้จะผ่านอันตรายมา ทว่าความสง่างามมั่นคงในตัวนางก็ยังชวนให้ผู้คนเคารพนับถือ
เหยียนฉือยืนอยู่ด้านข้าง มองตัวอักษรทีละตัวที่เสิ่นเยี่ยนซูเขียนลงบนกระดาษ ลายมือหนักแน่นทรงพลัง
เขาอดชะงักไม่ได้ ลายมือของไฉเหรินเสิ่นงดงามยิ่งนัก นางเป็นผู้มีความสามารถจริง ๆ
“ยามซื่อจื่อเหยียนออกไป โปรดระวังตัวด้วย อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วให้เผาทิ้งเสีย” เสิ่นเยี่ยนซูส่งจดหมายให้เหยียนฉือ
ซื่อจื่อเหยียนได้สติ รับจดหมายมาเก็บไว้ในอก ครั้นมองสตรีตรงหน้าอีกครั้ง ในใจก็เกิดความรู้สึกดีเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“เหนียงเหนียงโปรดรักษาพระวรกาย!” เหยียนฉือทำสิ่งใดก็ไม่ลังเล เขาหันหลังแล้วก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องขัง
วันถัดมา จักรพรรดิจิ่งผิงมีพระบัญชา ให้เปิดการไต่สวนต่อหน้าพระพักตร์ ณ ตำหนักหลินเต๋อ เพื่อพิจารณาคดีไฉเหรินเสิ่น พระสนมคนโปรด ผู้ถูกกล่าวหาว่าฉ้อฉล ลักลอบสับเปลี่ยนเสบียง และทำร้ายราษฎรผู้ประสบภัย โดยเปิดให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย
