หลิงอู๋โหยวแทรกขึ้นมาถาม “เหมาเหวยกังเป็นลูกคนเดียวหรือเปล่า”
“ใช่แล้ว” ฉือซีกวานพยักหน้า “พ่อแม่เขาร้องไห้กันหนักมาก เมื่อกี้มีโทรศัพท์โทรเข้ามา ฉันได้ยินเสียงแม่เขาร้องไห้ผ่านโทรศัพท์ของหัวหน้าหน่วยซ่ง ขนลุกไปทั้งตัวเลย……”
“ก็ปกติ ลองคิดดูสิ กว่าจะเลี้ยงลูกชายคนหนึ่งจนโต ได้งานดี ๆ แต่งงานกับภรรยาที่ดี แถมยังมีหลานชายที่น่ารัก ครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่นมีความสุข กำลังเป็นช่วงที่คนแก่ทั้งสองจะได้ชื่นชมความสุขจากลูกหลานอยู่แท้ ๆ แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็พังทลายลง แถมยังเสียไปทีเดียวถึงสองชีวิต ใครเจอแบบนี้ก็ต้องแทบคลั่งทั้งนั้น”
น้ำเสียงของกวนจื่อผิงมีแววสะเทือนใจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นความเรียบเฉย เพราะพวกเขาเจอเรื่องครอบครัวแตกสลายแบบนี้มามากแล้ว
ฉือซีกวานเสริมว่า “เหมาเหวยกังยังเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านด้วย…… เฮ้อ”
“พอได้แล้ว เลิกเฮ้อเสียที” กวนจื่อผิงตบหลังเขาเบา ๆ “ดูภาพจากกล้องวงจรปิดเสร็จหรือยัง”
พอพูดถึงกล้องวงจรปิด ฉือซีกวานก็ถอนหายใจเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
“เฮ้อ!! ดูจบแล้ว ถึงได้ปวดหัว ตอนนี้มีกล้องอยู่แค่สองตัว ตัวหนึ่งตรงโถง อีกตัวตรงบันได กล้องตรงโถงไม่พบคนต้องสงสัย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะในหมู่บ้านยังมีประตูเล็กอีกสองประตูที่ใช้เข้าออกได้ ทั้งสองจุดมีรปภ. แต่ไม่มีกล้องวงจรปิด ไว้ค่อยไปถามดูได้ เมื่อกี้ฉันเน้นดูลิฟต์เป็นหลัก แล้วเดาสิว่าฉันเห็นอะไร……”
