ฉือซีกวานฟังแล้วหน้ามืด “บนโลกนี้... แค่ในประเทศเราก็มีเดนมนุษย์มากขนาดนี้เลยเหรอ?”
ซ่งเว่ยอันถอนหายใจ
“เฮ้อ จริง ๆ แล้วคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแบบนี้ ตลอดหลายสิบปีที่ผมเป็นตำรวจมาก็เจอมาหลายคดี แต่เหยื่อส่วนใหญ่หนีไม่พ้นกรงขังทั้งนั้น แล้วพอเรื่องร้ายแรงจนต้องให้พวกเราลงมือ ตอนที่คุณได้เห็นเด็กคนนั้น เธอก็... เฮ้อ แทบไม่ต่างจากคนตาย พิการไปตลอดชีวิต ทั้งที่เพิ่งอายุไม่กี่ขวบเอง!”
“มีหนังอยู่เรื่องหนึ่งใช่ไหม ที่คนเกาหลีทำ... เรื่องโซวอนน่ะ? เด็กผู้หญิงในหนังน่าสงสารมาก... แต่ผมบอกพวกคุณเลยนะ หลายคนที่ผมเคยเห็นน่าสงสารกว่าเธออีก! แทบไม่เหลือสภาพคน พวกคุณนึกภาพออกไหม? ศพบางศพตายไปแล้วยังดูเป็นคน แต่เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่พวกนั้นกลับไม่เหลือเค้าความเป็นคน”
หลิงอู๋โหยวเท้าคาง ลูกอมยังอมอยู่ในปาก
“แล้วเด็กที่ยังมีชีวิตอยู่แต่แทบไม่เหลือสภาพคนพวกนั้น ต่อมาเป็นยังไงบ้าง?”
“หลังจากนั้น...” ซ่งเว่ยอันนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ทุกคนก็ลืมพวกเธอไป ไม่ได้สนใจอีก ตอนข่าวออกมาใหม่ ๆ ผู้คนก็แค่เห็นใจอยู่ช่วงสั้น ๆ คนที่ถูกสร้างเป็นหนังเหมือนโซวอนจนผู้คนจดจำได้ตลอดไปมีแค่ไม่กี่ราย เพราะอย่างนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนั้นพวกเธอเป็นยังไง”
“ก็จริง” หลิงอู๋โหยวพยักหน้า เคี้ยวลูกอมจนแตก “คนที่จดจำความเจ็บปวดได้ มีแต่เหยื่อเท่านั้น”
เพราะอย่างนี้ แม้ตำรวจจะเอ่ยถึงเยว่ซินซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมาชิกทั้งสามคนของตระกูลเยว่ก็ไม่เคยสงสัยเลยว่าคนร้ายอาจเป็นเธอ พวกเขาแค่กลัวว่าเรื่องสกปรกของตัวเองจะถูกเปิดโปง
