คิดไม่ออก ช่างทรมานเหลือเกิน ถ้าอย่างนั้นก็ให้ทุกคนมาทรมานไปพร้อมกับเธอเลย
หลิงอู๋โหยวจิบกาแฟดำ ก่อนเรียกเพื่อนร่วมทีมมารวมตัว แล้วเล่าข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวิธีที่ฆาตกรใช้ลอบเข้าออกอาคารให้ทุกคนฟัง
“โห...” กวนจื่อผิงฟังข้อสันนิษฐานของเธอแล้วรู้สึกว่าฟังขึ้นไม่น้อย แต่ก็ยังอดตกใจไม่ได้ “ผมเคยได้ยินแต่เรื่องขนเหยื่อใส่กระเป๋าเดินทาง ไม่คิดเลยว่าจะขนฆาตกรได้ด้วย...”
ฉือซีกวานพยักหน้า พอนึกถึงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตนค้นหามานาน ทั้งยังเปรียบเทียบท่าเดินกับรูปร่างของคนไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่ฆาตกรอาจอยู่ในกระเป๋าใบหนึ่งมาตลอดก็ได้!? มีกระเป๋าใบเดียว แล้วเขาจะเอาอะไรไปเปรียบเทียบวิเคราะห์กันเล่า ฮือ ๆ “บ้าจริง อุตส่าห์ดูภาพจากกล้องวงจรปิดมาตั้งนาน ที่แท้เสียเปล่าหมดเลย ฮือ ๆ ๆ ๆ...”
“ไม่ได้ดูเสียเปล่าหรอก” หลิงอู๋โหยวปลอบ “ถ้าพี่ฉือไม่ได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนฉันแทบมั่นใจว่าฆาตกรไม่ได้อาศัยการปลอมตัวเข้าออกลิฟต์ ฉันก็คงนึกไม่ถึงว่าเธอจะเข้าไปอยู่ในกระเป๋า”
ฉือซีกวานเป็นคนรับฟังคำปลอบใจได้ง่าย พอได้ยินคนอื่นปลอบก็รู้สึกดีขึ้นทันที “อืม คุณพูดถูก แต่ว่า...ถ้าจุดเกิดเหตุอยู่ชั้น 20 แล้วทำไมถึงนั่งลิฟต์ธรรมดาขนกระเป๋าไปชั้น 17 ล่ะ?”
“นายโง่หรือไง ลิฟต์วีไอพีมีคนใช้ไม่มาก แถมกระเป๋าใบนี้ก็ใหญ่ขนาดนั้น ถ้าขนไปในลิฟต์วีไอพี แบบนั้นไม่เด่นเกินไปหน่อยเหรอ? เราคงสงสัยกระเป๋าใบนี้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติ” กวนจื่อผิงอธิบายด้วยน้ำเสียงเจือความเอือมระอาเล็กน้อย “ฆาตกรอุตส่าห์คิดหาทางทำให้เราไม่สงสัยกระเป๋าใบนี้ เรียกว่าทุ่มเทสุดกำลังเลยล่ะ”
