หลิงอู๋โหยวมองแฟนหนุ่มด้วยสายตาพิกล แล้วก็คร้านจะคิดต่อ “เอาละ บอกคุณหมดแล้ว ไปกันเถอะ ไปที่สตูดิโอของเย่โหย่วเฉิง”
สือหยวนแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ พลางถูติ่งหูเบา ๆ “อืม”
เดินไปได้สองก้าว เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ “วันนี้คุณกัดผมไปสองครั้งแล้วนะ”
หลิงอู๋โหยวถาม “คุณไม่ชอบเหรอ?”
“...เปล่า”
แค่สงสัยว่าทำไมวิธีแสดงความสนิทสนมของคุณถึงดุดันขนาดนี้เหมือนกัน
ทั้งสองเลี้ยวตรงหัวมุม เดินข้ามสะพานอีกแห่ง แล้วถามทางจากนักศึกษาคนหนึ่ง ในที่สุดก็มาถึงเขตบีซึ่งเป็นที่ตั้งสตูดิโอของเย่โหย่วเฉิง บริเวณนี้มีอาคารเรียนอยู่หลายหลัง พวกเขาถามนักศึกษาอีกคน ก่อนจะไปถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด
สตูดิโอแห่งนี้ไม่ได้มีเย่โหย่วเฉิงเป็นเจ้าของคนเดียว แต่เขาร่วมทุนกับอาจารย์อีกสองคน โดยตั้งอยู่ในนามของมหาวิทยาลัย อาศัยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไห่กงรับงานจากภายนอกมาทำบ้าง ดังนั้นงานหลายอย่างจึงต้องผ่านบัญชีของมหาวิทยาลัย และต้องแบ่งรายได้ให้ทางมหาวิทยาลัยด้วย เรื่องนี้ก็เข้าใจได้ หากไม่มีผลตอบแทน ทางมหาวิทยาลัยจะยอมจัดหาสำนักงานและทรัพยากรให้พวกเขาได้อย่างไร
แม้จะเรียกว่าสตูดิโอ แต่แท้จริงแล้วเป็นสำนักงานขนาดใหญ่พอ ๆ กับห้องเรียนสองห้อง ภายในมีเก้าอี้สำนักงานตั้งอยู่หลายตัว วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงแทบไม่มีคนอยู่ข้างใน นอกจากลวี่โหยวจวิ้นแล้ว ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งกับชายหนุ่มอีกคนกำลังนั่งอยู่ตรงมุมห้อง
เมื่อลวี่โหยวจวิ้นเห็นทั้งสองยืนอยู่หน้าประตู ก็รีบเดินมาต้อนรับ “คุณตำรวจหลิง เจ้าหน้าที่สือ อุตส่าห์เดินทางมาไกล ลำบากแล้วครับ”
หลิงอู๋โหยวพยักหน้า สายตากวาดมองภายในห้องไปพลางคุยกับเขาไปพลาง “ไม่ลำบากหรอก แต่คุณนี่สิ เพิ่งเสียแฟนไป ตอนเช้าก็เพิ่งให้ปากคำเสร็จ ตอนบ่ายก็เริ่มทำงานแล้วเหรอ สภาพจิตใจแข็งแกร่งดีนี่”
