กวนจื่อผิงเข้าใจแล้ว ก่อนจะทอดถอนใจว่า “จริงด้วย เฮ้อ คราวนี้ถึงกับมีเด็กตายไปอีกคน”
ไม่ว่าคนตายจะเป็นเจ้าของบ้านชายหรือหญิง เป็นเด็กหรือคนแก่ หลิงอู๋โหยวก็ไม่ใส่ใจ ยังไงก็เป็นแค่คนคนหนึ่งอยู่ดี ดังนั้นพอเห็นสือหยวนกับคนอื่น ๆ มองทารกน้อยด้วยสีหน้าแบบนั้น หลิงอู๋โหยวก็รู้สึกว่า…น่าขำอยู่นิด ๆ?
“น่าเสียดายจริง ๆ เพิ่งจะไม่กี่เดือนเอง…” พี่กู่ยัดหมอนอิงใส่ถุงเก็บวัตถุพยานไปพลาง ถอนใจไปพลาง “เฮ้อ เด็กตัวเล็กขนาดนี้จะไปรู้อะไร ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักครั้งนะ…”
หลิงอู๋โหยวคิดในใจว่า ฆาตกรที่ไร้มนุษยธรรมพอเจอเด็กเล็กก็กลับใช้มาตรฐานสองแบบขึ้นมาหรือไง?
ในห้องนอนหลักไม่มีร่องรอยการก่อเหตุมากนัก หลิงอู๋โหยวชอบดูศพที่เลือดท่วมและสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมที่ชวนสะเทือนใจมากกว่า เธอจึงแค่เดินสำรวจคร่าว ๆ พอไม่พบอะไรน่าสนใจก็กลับไปที่ห้องรับแขก
ในห้องรับแขก หมอนิติเวชจางกำลังให้ผู้ช่วยยกศพกลับไป ตอนนั้นหลิงอู๋โหยวเห็นใบหน้าตื่นกลัวของชายที่นอนอยู่บนเปลอย่างชัดเจน พอเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นภาพถ่ายวิวาห์แขวนอยู่เหนือโทรทัศน์ เจ้าบ่าวในภาพมองเจ้าสาวข้างกายด้วยแววตาลึกซึ้ง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข
ดูจากวันที่ตรงมุมขวาล่างของภาพ ก็เพิ่งจะสองปีก่อนเท่านั้น
แต่…
หลิงอู๋โหยวมองชายในภาพ แล้วมองศพบนเปล พบว่าเจ้าของบ้านชายอ้วนขึ้นไม่น้อย ทั้งตัวดูอวบขึ้นหลายเท่า ความหล่อเหลาลดลงอย่างหนัก
