หลิงอู๋โหยวยังเก็บทิชชู่ออกไปด้วย เพราะเธอรู้สึกว่าการวางทิชชู่ไว้ตรงนี้เหมือนเป็นการบอกเป็นนัยว่า ไม่เป็นไร ร้องไห้เถอะ เห็นไหม พวกเราเตรียมทิชชู่ไว้ให้พร้อมแล้ว
ซ่งเว่ยอันกลับรู้สึกว่าน้องหลิงพัฒนาขึ้นมาก ดูสิ เพิ่งอ้าปากก็แสดงความห่วงใยตามหลักมนุษยธรรมแล้ว ช่างรู้จักทำงานเสียจริง
“คุณลวี่ ได้ยินว่าคุณเพิ่งเป็นลม ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ?”
ลวี่โหยวจวิ้นยิ้มอย่างหม่นหมอง “ดีขึ้นมากแล้วครับ อาจเป็นเพราะไม่ได้กินมื้อเช้า เลยมีน้ำตาลในเลือดต่ำ แถมเมื่อกี้ยังเจอกับ...เรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักอีก เพราะอย่างนั้น...เฮ้อ ขอโทษจริง ๆ ครับที่ทำให้พวกคุณลำบาก”
ซ่งเว่ยอันกล่าว “ไม่ลำบากครับ ถ้าคุณดีขึ้นแล้ว งั้นพวกเราก็เริ่มกันเลย”
“ครับ”
“คุณคบกับเซียวเวยเซี่ยวมานานแค่ไหนแล้วครับ?”
ลวี่โหยวจวิ้นหลุบตาลง “เกือบสองปีแล้วครับ ผมเป็นรุ่นน้องร่วมสาขาของเธอ ถึงอาจารย์ที่ดูแลพวกเราจะคนละคน แต่บังเอิญมีโอกาสได้พูดคุยกัน พอแลกวีแชทกันแล้วก็ค่อย ๆ พัฒนามาเป็นแฟนกันครับ”
ซ่งเว่ยอันถาม “เมื่อกี้ตอนเพื่อนร่วมงานของเราโทรหาคุณ ทำไมคุณถึงบอกว่า ‘เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ’ แล้วยังบอกเซียวเวยเซี่ยวว่าอย่าร้องไห้อีกด้วยครับ? พวกคุณทะเลาะกันหรือ?”
ลวี่โหยวจวิ้นชะงักไป ดูเหมือนจะประหลาดใจกับคำถามนี้ เขาพยักหน้าแล้วตอบตามตรง “ครับ เมื่อคืนมีเรื่อง...ขัดใจกันนิดหน่อย”
ซ่งเว่ยอันถาม “เรื่องอะไรครับ?”
ลวี่โหยวจวิ้นสูดหายใจลึก “เมื่อคืนผมกับเพื่อนนักศึกษาหลายคนที่อยู่ในความดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งใจจะจัดเลี้ยงข้าวอาจารย์ครับ เพราะใกล้จะเรียนจบแล้ว ทั้งเรื่องโปรเจกต์จบ ทั้งเรื่องฝึกงาน... จุดประสงค์หลักของงานเลี้ยงครั้งนี้คืออยากสร้างความประทับใจที่ดีให้อาจารย์เย่ จะได้ช่วยฝากฝังเส้นสายให้พวกเราหลังจากนี้...”
