ของที่ซื้อมาในราคา 40 หยวน สุดท้ายจางโหย่วฝูกลับขายต่อได้แค่ 20 หยวน
พ่อค้าอาวุธหลายคนมองพี่น้องตระกูลจางราวกับเห็นคนปัญญาอ่อน
เมื่อชั่วโมงก่อนยังต่อรองราคาซื้อปืนกระบอกนี้อยู่เลย ผ่านไปไม่ทันไรก็เอามาขายต่อแล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าสองคนนี้คิดอะไรอยู่
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
พี่น้องตระกูลจางหอบแฮก ๆ มาถึงร้านอาหารของรัฐ
หลี่ต้าซานเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนัง ก่อนพูดเสียงเรียบว่า “หึ ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง ไปสั่งอาหารเถอะ”
“ต้าซาน นายให้ฉันยืมคูปองอาหารสักสองสามใบก่อนได้ไหม? ฉันได้ยินมาว่ากินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ นอกจากต้องมีเงินแล้ว ยังต้องมีคูปองด้วย”
จางโหย่วฝูยิ้มประจบ พลางหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนสองใบออกมา
จากนั้นก็พลิกกระเป๋าอีกหลายใบออกมาพร้อมกัน เพื่อยืนยันว่าตัวเองมีแต่เงิน ไม่มีคูปองอาหาร
หลี่ต้าซานจุดบุหรี่แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ร้านอาหารของรัฐแบ่งอาหารเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งต้องใช้คูปอง อีกประเภทไม่ต้องใช้คูปอง ใช้แค่เงินก็พอ เป็นอาหารชั้นดี ราคาก็แพงกว่าอาหารที่ต้องใช้คูปองนิดหน่อย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว ๆ เดี๋ยวฉันไปสั่งอาหารให้นาย”
จางโหย่วฝูปลอบใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อดทนเรื่องเล็กน้อยไว้ก่อน จะได้ทำการใหญ่ให้สำเร็จ
พอมาถึงช่องสั่งอาหารของร้าน เขาเห็นราคาอาหารสองประเภทบนกระดานดำแล้วก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่
นี่มันร้านอาหารของรัฐนะโว้ย
หรือว่าเป็นโรงรับจำนำสมัยก่อนกันแน่? ทำไมไม่ปล้นกันตรง ๆ ไปเลยล่ะ!
