“เด็กเอ๋ย ข้ารู้ว่าเจ้าคับข้องใจ แต่เจ้าฟังข้าก่อน อย่าเพิ่งคับข้องใจไป...”
ภายในห้อง ชายชราผมขาวโพลนมองเด็กหนุ่มสีหน้าไร้อารมณ์ แล้วเกลี้ยกล่อมอย่างอดทนว่า “การแต่งงานครั้งนี้ มารดาเจ้าเป็นผู้กำหนดไว้”
“อีกอย่าง แม่นางลู่ผู้นั้นจะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่หน้าตางดงามนัก นางเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในทำเนียบโฉมสะคราญแห่งหนานโจวเชียวนะ”
“ได้ภรรยาเช่นนี้ จริง ๆ แล้ว...ก็ไม่เลวใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา เยี่ยชิวก็เปลี่ยนสีหน้าในที่สุด
มุมปากกระตุกเล็กน้อย!
ลู่หลีงดงามจริง ดวงตากลมโต สันจมูกโด่ง ผิวขาว รูปร่างดี โดยเฉพาะเรียวขายาวคู่นั้น...
แต่ขี้โมโหเหลือเกิน!
ถึงขั้นชวนให้ผู้คนโกรธแค้น!
เยี่ยชิวแค่ไปหอชุนเฟิงกับสหาย ดื่มสุรา ฟังเพลงเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ยังถูกแม่นางนั่นถือกระบี่ไล่สังหารตลอดสามวันสามคืน
หากข้าทำอะไรจริง ๆ เจ้าจะฟันข้าก็ฟันไปเถิด แต่นี่ข้าไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย...
ว่าอย่างไรนะ ให้สู้กับนางหรือ?
ฟังให้ดี...
ลู่หลีเป็นหนึ่งในสิบศิษย์แกนหลักแห่งสำนักศึกษาชั้นหนึ่งของหนานโจว อีกทั้งยังเป็นศิษย์แกนหลักที่อายุน้อยที่สุดนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
พรสวรรค์วิปริตเกินมนุษย์...จะว่าไป นางก็เป็นปีศาจตนหนึ่งนั่นแหละ!
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่!
ได้รับการขนานนามว่ามีพลังต่อสู้ไร้ผู้เทียบเทียม!
ฝีมือไม่ธรรมดาเลย!
ที่จริงเยี่ยชิวก็ไม่เลว ในหมู่คนรุ่นเดียวกันแห่งหนานโจว เขานับเป็นบุคคลผู้มีความสามารถอย่างแน่นอน!
ปีนี้อายุสิบเจ็ด ก็บรรลุขั้นทงเสวียนแล้ว...ผู้อาวุโสในตระกูลที่อายุเจ็ดสิบแปดสิบปี ก็เพิ่งอยู่ขั้นทงเสวียนเท่านั้น!
แต่หากต้องเผชิญหน้ากับสตรีผู้นั้น เขาคงรับกระบี่ได้มากที่สุดแค่หนึ่งกระบวนท่า...เพราะหลังจากกระบี่แรก เขาก็ล้มลงไปแล้ว!
ที่สำคัญคือ...
อาจารย์ของนางก็เก่งกาจไม่แพ้กัน เป็นหนึ่งในสามอาจารย์ชั้นยอดแห่งสำนักศึกษาชั้นหนึ่ง นามหนานชิงเยว่!
ที่สำคัญกว่านั้น อาจารย์ของนางก็เป็นสตรีผู้บำเพ็ญกระบี่ ฝีมือร้ายกาจ ทั้งยังปกป้องศิษย์ยิ่งชีพ...
ไม่สิ
อาจารย์ของนางไม่ได้แค่ปกป้องศิษย์ แต่นั่นเรียกว่าลำเอียง เข้าข้างอย่างไร้เหตุผลชัด ๆ!
ไม่ว่านางจะทำอะไร ศิษย์ของนางย่อมไม่ผิดทั้งนั้น ต่อให้เกิดเรื่องขัดแย้งกับศิษย์ของนาง ก็เป็นความผิดของเจ้า
หากเจ้ายังไม่รู้ตัวว่าผิดตรงไหน ข้าก็จะช่วยศิษย์ข้ารุมตีเจ้าเอง!
ใครจะทนไหว หากแต่งสตรีเช่นนี้กลับบ้าน...ต่อไปสถานะในครอบครัวของเขาคงต่ำกว่าสุนัขเสียอีก!
อย่างไรเสีย ข้าก็ขอยอมแพ้
ไม่พอใจก็ลองมาสู้กับนางเองสิ?
“ไม่ได้ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!” เยี่ยชิวมองชายชราด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ท่านตา ข้าเป็นหลานชายแท้ ๆ ของท่านนะ ท่านจะปล่อยให้ข้าตกลงไปในหลุมไฟได้อย่างไร?”
“ลองคิดหาทางช่วยข้ายกเลิกการแต่งงานนี้เถิด!”
เหวินเจิ้งเองก็สีหน้าเคร่งเครียดลง “แต่ข้าลองทุกวิธีที่ทำได้แล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมฟังเลย!”
เหวินเจิ้งจนปัญญา เขาเคยพบผู้มีความสามารถมามากมาย หลานชายของตนก็ไม่เลว หากให้เวลาอีกหน่อย ย่อมต้องประสบความสำเร็จใหญ่หลวง
แต่เมื่อนำไปเทียบกับแม่นางลู่หลี...ดูเหมือนจะไม่อยู่ในระดับเดียวกันโดยสิ้นเชิง
ด้วยความโดดเด่นของแม่นางผู้นั้น หากนางยินยอม ยอดบุรุษรุ่นเยาว์จากตระกูลชั้นนำทั่วหนานโจวคงเรียงแถวกันมาสู่ขอตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ดูเหมือนนางจะตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ต้องการใครทั้งนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็จะแต่งกับเยี่ยชิว!
เยี่ยชิวกัดฟัน “ท่านลองยืนกรานอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
เหวินเจิ้งถอนหายใจ “ท่านตาแก่แล้ว ยืนกรานต่อไม่ไหวจริง ๆ”
เยี่ยชิวเบิกตา “ท่านไม่รู้สึกผิดต่อมารดาผู้ล่วงลับของข้าหรือ?”
เหวินเจิ้งถอนใจ “ข้าก็อยากทำให้สมกับที่นางฝากฝังไว้ แต่ท่านตาของเจ้าก็กลัวถูกตีเหมือนกัน...”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เผยสีหน้าขมขื่น
แม่นางนั่นฝีมือร้ายกาจ
อาจารย์ของนางยิ่งร้ายกาจกว่า!
ลงมือหนักเอาเรื่อง!
เขาเคยโดนมาแล้ว!
ไม่ไหวจริง ๆ...
“ไม่ได้ ข้าต้องหนี!” ดูท่าแล้วคงหวังพึ่งท่านตาไม่ได้ เยี่ยชิวจึงทำได้เพียงช่วยตัวเอง
“เอ่อ...เกรงว่าเจ้าจะหนีไม่ได้แล้ว” เหวินเจิ้งลูบจมูก
เยี่ยชิวมองเขา
เหวินเจิ้งกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสสอง ผู้อาวุโสสาม ผู้อาวุโสสี่...เฝ้าอยู่ด้านนอกจวนหมดแล้ว ทั้งประตูหน้าและประตูหลัง พวกเขาผลัดเวรกันเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม จนกว่าจะส่งเจ้าไปยังสำนักศึกษาชั้นหนึ่งแห่งหนานโจว!”
เยี่ยชิวเดือดพล่านทันที “พวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เขาโกรธจนแทบคลั่ง “ข้าเริ่มออกศึกเพื่อสกุลเหวินตั้งแต่อายุสิบขวบ หลายปีมานี้สร้างความชอบไว้ให้สกุลเหวินมากมายเพียงใด?”
“สถานะและทรัพยากรของสกุลเหวินในวันนี้ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็นข้าช่วงชิงมาไม่ใช่หรือ?”
“ดูบาดแผลเจ็ดแปดสิบแห่งบนร่างข้าสิ มีแผลไหนบ้างที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสกุลเหวิน?”
เหวินเจิ้งพยักหน้า “ใช่ พวกเขารู้ว่าเจ้าทุ่มเทเพียงใด และยอมรับในความดีของเจ้า แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ ย่อมกลัวถูกตีเหมือนกัน! อาจารย์หนานผู้นั้นพูดไว้แล้วว่า หากไม่พบเจ้า ก็จะตีสกุลเหวินให้สิ้นซาก!”
เยี่ยชิวมีสีหน้าบึ้งตึงอย่างยิ่ง “พวกท่านช่างไร้กระดูกสันหลัง!”
เหวินเจิ้งยิ้มขื่น “คนที่มีศักดิ์ศรีที่สุดในตระกูลเราก็คือเจ้านั่นแหละ ไม่ได้จริง ๆ ก็อดทนกับความคับข้องใจอีกสักหน่อยเถิด?”
เยี่ยชิว “...”
เขาสูดลมหายใจลึก มองเหวินเจิ้งด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าหลานนอกไม่ใช่หลานแท้ ๆ อย่างไรก็สู้ไม่ได้!”
“รู้ก็ดีแล้ว”
เยี่ยชิว “...”
เหวินเจิ้งลุกขึ้น “พักผ่อนให้ดี อีกสามวันก็ถึงวันที่เจ้าต้องออกเดินทาง พวกเราจะไปส่งเจ้าด้วยตัวเอง”
กล่าวจบ เขาไม่รอให้เยี่ยชิวโต้แย้ง ก็ลุกขึ้นแล้วพุ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยชิวเหม่อมองเพดาน สีหน้าไร้ความอาลัยในชีวิต
โกรธจนปวดหัว
ปวดมาก!
จะว่าไป ข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ตั้งแต่เล็กจนโต มีแต่ข้าที่รังแกผู้อื่น ต่อให้เผชิญหน้ายอดอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ในหนานตูก็ไม่ถึงกับถูกข่มเหงจนหมดทางสู้
แต่...
ลองบอกมาสิ สตรีคนหนึ่งจะฝึกกระบี่ไปทำไมกัน? เป็นสตรีแท้ ๆ เหตุใดถึงได้เก่งกาจในการต่อสู้ขนาดนั้น?
อัดอั้นเหลือเกิน
อัดอั้นอย่างยิ่ง!
ปวดหัวหนักกว่าเดิมอีก
เยี่ยชิวนอนลงบนเตียง หลับตาทั้งสองข้าง แต่ก็ยังรู้สึกปวดทรมาน ราวกับศีรษะกำลังจะแตก แม้กระทั่งภาพลวงตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนด้วยหมอกขาว
จากนั้นหมอกขาวก็สลายไป
ยอดเขาสีดำลูกหนึ่งปรากฏขึ้น
ยอดเขาสูงใหญ่ มอบความรู้สึกโอ่อ่าตระการตาอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ตกตะลึงไม่ใช่เรื่องนั้น
สิ่งที่น่าตกตะลึงคือ...มีอสรพิษยักษ์สีเลือดพันอยู่รอบภูเขา ทั้งร่างส่องประกายเรืองรอง
หัวงูหมอบอยู่บนยอดเขา ใหญ่พอ ๆ กับห้องห้องหนึ่ง
ดวงตาสีแดงฉานประหนึ่งโคมเลือดสองดวง จ้องเยี่ยชิวด้วยความเย่อหยิ่งประหนึ่งมองสรรพชีวิตใต้หล้า
เมื่อเทียบกับอสรพิษยักษ์ เยี่ยชิวตัวเล็กจ้อยราวกับมดตัวหนึ่ง
เขาพึมพำ “นี่คืองูหรือ?”
อสรพิษยักษ์กล่าว “ไม่ใช่ นี่คือมังกร!”
“...” เยี่ยชิวตะลึงงัน เขาถึงกับได้ยินเสียง “นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาหรือ?”
อสรพิษยักษ์ส่ายหัวเล็กน้อย “ของจริงแท้แน่นอน!”
ฟึ่บ!
เยี่ยชิวถอยหลังติดกันหลายก้าว สีหน้าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง “ที่นี่คือมิติห้วงจิตของข้า...เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
อสรพิษยักษ์ดูซึมเซาไร้ชีวิตชีวา “นั่นสิ เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว? ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหตุใดต้องเป็นข้าอีกแล้ว!”
ดูเหมือนมันจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเรื่องเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในน้ำเสียงยังแฝงความจนใจ ความขมขื่น และแม้กระทั่ง...ความขุ่นเคือง!
