แม้จะมีฟางแห้งหนาและหนังสัตว์นุ่ม ๆ ปูรองอยู่ข้างใต้ ไป๋เจ๋อก็ยังยากจะชินกับเครื่องนอนแบบดั้งเดิมนี้
อีกทั้งเรื่อง ‘วิญญาณข้ามภพ’ ที่พิลึกพิสดารก็ทำให้เขานอนไม่หลับเสียที พอยิ่งคิดว่าตนอาจไม่ได้กลับไปอีกแล้ว ต้องอยู่ที่นี่ชั่วชีวิต ไป๋เจ๋อก็รู้สึกราวฟ้าถล่มทลาย
ถึงในโลกเดิมเขาจะตัวคนเดียว ไม่มีห่วงหน้าพะวงหลัง แต่ก็ยังมี… ไฟฟ้า อาหารเลิศรสมากมาย มือถือ แล้วก็หนังสือ ภาพยนตร์ เกม…
คิดแล้วแทบบ้าตาย ไป๋เจ๋ออดรนทนไม่ไหวแอบร้องไห้ฟืมฟายอยู่ใต้ผ้าห่ม
ร่างนี้ก็ไม่ใช่ของตน แถมยังมีลูกติดกับเมียมนุษย์ดึกดำบรรพ์มาด้วย ไม่สิ ต้องเรียกว่าผัวต่างหาก
ไป๋เจ๋อนั่งทบทวนตัวเอง ชั่วชีวิตนี้เขาก็ทำบุญทำทานมาตลอด เหตุไฉนสวรรค์ถึงแกล้งให้มาเจอเรื่องบัดซบนี่
ฮือ ๆ…
ท้องฟ้าพอสาง เสียงนกร้องดังระงมแทรกขึ้นมาจากป่าละเมาะใกล้ ๆ แต่ไป๋เจ๋อที่นอนไม่หลับทั้งคืนก็กระสับกระส่าย สุดท้ายตัดสินใจลุก
เชือกบนเสื้อหนังสัตว์พันกันยุ่งเหยิง ไป๋เจ๋อยิ่งแก้ก็ยิ่งรุงรัง โมโหจนทิ้งหลังลงนอน พอหัวกระแทกดัง ‘ปัง’ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเตียงที่นี่คือหินก้อนใหญ่
ไป๋เจ๋ออยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา นอนนิ่งท่าเดิมอยู่นานกว่าจะทำใจได้
ก้าวออกจากถ้ำ มองไปทางที่เจว๋ยนอนเมื่อคืน เห็นว่าว่างเปล่าเสียแล้ว
หนังสัตว์บนที่นอนถูกปูเรียบไว้อย่างบรรจง
‘เด็กคนนี้ตื่นเช้าจัง’ ไป๋เจ๋อกำลังสงสัย ก็ได้ยินเสียงต่ำ ๆ ‘เคร้งเคร้ง’ ดังมาจากนอกถ้ำ
เพิ่งเดินพ้นปากถ้ำ ก็เห็นก้อนสีดำแปะอยู่บนหินใหญ่ตรงหน้า
ไป๋เจ๋อขยี้ตา มองดี ๆ อีกที ตกใจแทบสลบ
เสือดำขนาดครึ่งโตเต็มวัยกำลังลับเล็บคมกริบบนหินอยู่นั่น
จะกลัวก็กลัว แต่พอคิดว่าเจว๋ยอาจอยู่แถวนี้ ใจของไป๋เจ๋อก็ทั้งห่วงทั้งลนลาน เขาพยายามสงบสติ แล้วแอบถอยกลับเข้าไปในถ้ำ หยิบมีดกระดูกบนแผ่นหินมา
มือสั่น หัวใจเต้นแรงระรัวไม่หยุด
กับเจ้าเสือดำตัวน้อยตรงหน้ายังพอสู้ยิบตา แต่ไป๋เจ๋อกลัวว่าพ่อแม่มันแอบซุ่มอยู่ใกล้ ๆ
ไอ้พวกนั้นน่ะ ดุร้ายชะมัด จะเชือดเขาเป็นเจ๊กก็ยังได้
แต่เจว๋ยยังอยู่ข้างนอก ไป๋เจ๋อกัดฟัน ชะโงกดูสถานการณ์ ผลก็คือวินาทีต่อมาเห็นเจ้าดำตัวนั้นจ้องมาทางนี้ด้วยดวงตากลมโตวิ้งวาว
ไป๋เจ๋อสะดุ้งเฮือก
เสือดำน้อยกระโดดลงจากหิน สะบัดหาง แล้วตรงดิ่งมาหาเขา พลางส่งเสียง ‘อู้อู้’
ถึงจะดูน่ารักแค่ไหน แต่ก็คือสัตว์ป่า กะโหลกศีรษะคนนี่มันเคี้ยวกร้วมคำเดียวแหลก!
‘ไป๊!’ ไป๋เจ๋อลนลานชี้มีดตรงไปพลางกระทืบเท้า เสียงสั่น ‘อ…อย่าเข้ามานะ!’
เสือดำน้อยหยุดเท้า หูปรกลงนิดหน่อย ดวงตาสีน้ำเงินเยือกเย็นหมองลงไปถนัดใจ
‘ใช่ ๆ ดีมาก อยู่นิ่ง ๆ แหละ’ ไป๋เจ๋อโบกมีด ขู่ไปปลอบไป ‘รีบไปตามพ่อแม่เจ้าเร็ว เดี๋ยวพวกท่านไม่เอาแล้วนะ!’
เสือดำน้อยลากหางยาว ส่งเสียงหงิง ๆ ต่ำ แล้วเดินตรงไปที่ปากถ้ำต่อ
มองฟันแหลมกับกรงเล็บคมกริบที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ไป๋เจ๋อกำมีดหินแน่น พร้อมสู้สุดชีวิต
แต่ยังไม่ทันยกมีด ก็เห็นเสือดำน้อยเดินผ่านตัวเขาไป มุ่งตรงสู่ในถ้ำ
ตอนนี้ไป๋เจ๋อรู้สึกได้ว่าเจ้าเสือดำน้อยไม่มีทีท่าก้าวร้าว เขาจึงเกาะขอบถ้ำมองเข้าไป
แล้วก็ได้เห็นภาพที่ทำให้อ้าปากค้าง:
เสือดำน้อยกลายร่างเป็นเด็ก
คือเจว๋ย!
โลกทัศน์ของไป๋เจ๋อถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
โลกนี้มี…มีปีศาจ!
มิน่าล่ะ ดวงตาสีน้ำเงินเยือกเย็นคู่นั้นถึงได้คุ้นเคยนัก
เจว๋ยแต่งตัวเสร็จ หันมา ก็เห็นไป๋เจ๋อตัวสั่นงันงก จับผนังหินแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ภาพเมื่อกี้ยังติดตาอยู่ แววตาเจว๋ยฉายแววเศร้าสร้อย เอ่ยเสียงเบา ‘ท่านพ่อ’
ไป๋เจ๋อไม่ละความพยายาม ถามอีก ‘เมื่อ…เมื่อกี้ เจ้าดำตัวนั้นคือเจ้าเหรอ?’
เจว๋ยเม้มปาก ไม่รู้ว่าทำอะไรให้ไป๋เจ๋อโกรธ
ไป๋เจ๋อถามต่อ ‘เจว๋ย คนในโลกนี้กลายเป็นสัตว์ได้ทุกคนเลยรึ?’
เจว๋ยก็เพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะจำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย
‘สัตว์เทียมแปลงร่างเป็นสัตว์ได้ทุกเมื่อ ส่วนครึ่งสัตว์เทียมจะกลายร่างเป็นสัตว์ได้แค่ช่วงหนึ่งของปีเท่านั้น’
ไป๋เจ๋อกดขมับ ไม่นึกว่าวันหนึ่งตัวเองจะหลุดคำเชย ๆ แบบนี้ออกมา ‘งั้นข้าก็เป็นเสือดำใช่ไหม?’
‘ท่านเป็นลิงซ์’ เจว๋ยนึกถึงร่างสัตว์เทียมของไป๋เจ๋อ ขนปุกปุยสีเงินเทาเป็นก้อนกลม หางฟูมาก เหมือนแมวไม่มีผิด
ตอนนั้นเจว๋ยยังเล็ก ความผูกพันกับท่านพ่อทำให้อยากเข้าใกล้ไป๋เจ๋อจนห้ามใจไม่อยู่ โดยเฉพาะตอนไป๋เจ๋อกลายเป็นก้อนขนฟู ๆ แต่ที่ได้กลับมาก็มีเพียงรอยข่วนกับรอยกัด
แน่นอนว่าต่อหน้าม่อ ไป๋เจ๋อจะเก็บอาการได้ดีขึ้นบ้าง เพราะอาหารของเขายังต้องพึ่งพาม่อ
หลังจากม่อพบแผลบนตัวเจว๋ย ก็พยายามไม่ให้เจว๋ยกับไป๋เจ๋ออยู่ด้วยกัน ถ้าต้องออกไปล่าสัตว์ข้างนอก ก็จะส่งเจว๋ยไปบ้านเหยียน ให้ชิงช่วยดูแลให้
พอโตขึ้นอีกหน่อย เจว๋ยก็รู้ว่าท่านพ่อไม่ชอบตน จึงเลิกคิดจะใกล้ชิด อีกทั้งยังรู้จักปกป้องตัวเองขึ้นมาบ้าง
‘ลิงซ์?’ ไป๋เจ๋อตะลึงอีกครั้ง ‘พวกเจ้าไม่มีกำแพงสืบพันธุ์รึ?’
‘กำแพงสืบพันธุ์คืออะไร?’
‘คือข้าเป็นลิงซ์ แล้วทำไมเจ้าถึงเป็นเสือดำ?’
เจว๋ยอธิบายอย่างอดทน ‘เพราะท่านพ่อสัตว์เทียมเป็นเสือดำ’
‘พระเจ้า!’ มนุษย์กับธรรมชาติ โลกของสรรพสัตว์? ไป๋เจ๋อแหงนหน้าร้องทุกข์ สติแตกสิ้นดีแล้ว
มิน่าล่ะถึงเรียก ‘ท่านพ่อสัตว์เทียม’ ‘ทวีปอสูรเทพ’ ตอนนั้นนึกว่าเป็นลัทธิบูชาสัตว์ดึกดำบรรพ์อะไร ที่ไหนได้ ‘สัตว์’ จริง ๆ นี่เอง!
ร่างเจว๋ยแข็งเกร็ง แววตาเผยความไม่สบายใจ ก่อนหน้านี้ยามที่ไป๋เจ๋อเป็นแบบนี้ หมายถึงอารมณ์ไม่ดี เขาไม่มีทางรอดพ้นการถูกทุบตี
ครู่ต่อมา ไป๋เจ๋อที่ย่อยไม่ลงก็เลือกจะกลืนลงไปทั้งดื้อ ๆ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาถอนใจ ปล่อยให้โชคชะตาพาไป
อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ตาย ยังจะทำอะไรได้อีก!
ดูท่าทางจิตใจจะค่อย ๆ สงบ แต่ที่จริงคือหมดทางสู้แล้ว
เมื่อวิกฤติคลี่คลาย ความกลัวตอนแรกเริ่มก็มลายหายไป
ไป๋เจ๋อมองเจว๋ย ในหัวก็มีแต่ภาพของเจ้าดำตัวน้อยเมื่อครู่วนเวียนอยู่
หัวกลม ๆ ดวงตาสีน้ำเงินวิ้ง ๆ อุ้งเท้าปุกปุยนุ่มนิ่ม…
พระเจ้า นี่มันแมวยักษ์น่ารักชัด ๆ!
เขากำลังจะยื่นมือไปยีผมเจว๋ยเล่น ก็เห็นเด็กคนนี้เม้มปาก หลับตาแน่นโดยไม่รู้ตัว มือยังกำรวบชายเสื้อหนังสัตว์ไว้แน่น
‘ข้าไม่ตีเจ้า’ ใจไป๋เจ๋ออ่อนยวบลงทันใด เขาประคองหน้าเล็ก ๆ ของเจว๋ย แล้วพูดจริงจัง ‘ข้าสัญญากับเจ้าแล้ว เจว๋ย เชื่อข้าเถอะ’
แววตาของเจว๋ยแวบผ่านความตะลึง ก่อนจะพยักหน้า
ปั่นป่วนกันไปพักใหญ่ ตะวันก็โผล่พ้นแนวป่ามาแล้ว ความชื้นในอากาศจางลงบ้าง แต่ม่านหมอกรอบ ๆ ยังไม่จางหายหมด
ไป๋เจ๋ออยากแปรงฟัน แม้จะแทบไม่มีความหวัง แต่ก็ลองถามเจว๋ยดู
เจว๋ยหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ สีน้ำตาลส่งให้
ไป๋เจ๋อดมดู มีกลิ่นหอมสดชื่นจาง ๆ
‘ใช้ยังไง?’
‘อมเข้าไปในปากแล้วเคี้ยว’ เจว๋ยสาธิตให้ดู
ฟันมีความสำคัญมากสำหรับพวกเขา โดยเฉพาะสัตว์เทียม สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยทำความสะอาดฟัน ยังใช้เป็นไม้ลับฟันได้ด้วย
หลังจากใช้ ‘สามในหนึ่ง’ ดั้งเดิมนี่แล้ว ไป๋เจ๋อรู้สึกว่าช่องปากสบายขึ้นจริง ๆ แต่ก็ยังคิดถึงยาสีฟันกับแปรงยุคปัจจุบันอย่างสุดซึ้ง เพราะของนั่นไม่เมื่อยแก้ม
บ้วนปาก ล้างหน้าเสร็จ ไป๋เจ๋อก็เริ่มจัดการมื้อเช้า
เขาเอาเนื้อก้อนสุดท้ายที่เหลือในบ้านออกมา ทำเหมือนเมื่อวาน ส่วนมัน ๆ เอามาเจียวน้ำมัน ส่วนเนื้อไม่ติดมันหั่นบาง ๆ วางบนแผ่นหินย่าง แล้วก็ใช้ผลไม้ที่ชิงให้มาเมื่อวานต้มน้ำผลไม้ร้อน ๆ ขึ้นหม้อหนึ่ง
หม้อหินกับแผ่นหินหนัก ๆ พวกนี้หนักเอาการสำหรับไป๋เจ๋อ ที่สำคัญเตามีแค่อันเดียว เอาเข้าออกลำบาก ไม่นานมือก็เมื่อยล้า
เรื่องหม้อไม่มีทางเปลี่ยน เพราะโลกนี้น่าจะยังไม่ถึงยุคเหล็ก แต่ชามกับจานพวกนี้ทำได้นี่นา
สายตาไป๋เจ๋อกวาดมองไปยังผืนป่านอกถ้ำ คิดไว้ในใจว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่จะหาไม้มาทำเครื่องครัวสักหน่อย
ถ้าเป็นไปได้ ต่อไปยังอยากทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่ด้วยสภาพตอนนี้ก็คงได้แค่คิดไปก่อน
ทำกับข้าวเสร็จ กลัวว่าเจว๋ยจะไม่กล้าคีบ ไป๋เจ๋อจึงตักแบ่งใส่มาให้เรียบร้อยแต่แรก
เจว๋ยมองชามที่มีแต่เนื้อเต็ม ๆ ของตน นัยน์ตาแวบผ่านความประหลาดใจ
ไป๋เจ๋อยิ้ม ‘ไม่ได้บอกว่าจะออกไปล่าสัตว์วันนี้รึ? กินให้อิ่มถึงจะมีแรง’
เจว๋ยกินเงียบมาก แม้จะเร็วแต่ก็เรียบร้อยนุ่มนวล
สองคนกำลังกินข้าว ก็เห็นเงาร่างเล็กวับ ๆ แวม ๆ อยู่ตรงปากถ้ำ แอบชะโงกมองด้านในเป็นระยะ
ไป๋เจ๋อจำได้ว่าเป็นลูกของชิง
เขาร้องเรียกออกไป ‘ซี เข้ามาสิ มากินข้าวด้วยกัน’
ซีเกาะกำแพงหินที่ปากถ้ำ ชะโงกหัวเข้ามาครึ่งหนึ่ง ‘ข้ากินแล้ว รอเจว๋ยกินเสร็จเราจะไปล่าสัตว์ด้วยกัน’
‘ซี เข้ามาเร็ว’ ไป๋เจ๋อยิ้มพลางกวักมือเรียก ‘มาชิมฝีมือข้าหน่อย’
ซีลังเลมองเจว๋ย
รู้ว่าเด็กสองคนนี้สนิทกัน ไป๋เจ๋อจึงกระซิบ ‘เจว๋ย รีบเรียกซีเข้ามาเร็ว ข้าย่างเนื้อไว้เยอะเลย’
เจว๋ยเดิมทีคิดจะแอบเก็บกากหมูกับเนื้อย่างบางส่วน ห่อด้วยใบไม้ไปให้ซี พอได้ยินคำของไป๋เจ๋อก็ลุกขึ้นทันที เดินไปถึงปากถ้ำแล้วจูงซีเข้ามา
ซีเดินตามเจว๋ยอย่างระมัดระวัง นั่งลงข้าง ๆ
พอเห็นกากหมูสีเหลืองกรอบกับเนื้อย่างที่ฉ่ำน้ำมันซู่ซ่าอยู่บนโต๊ะ ตาซีเป็นประกาย แต่เพราะไป๋เจ๋ออยู่ด้วย เขาได้แต่แอบกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ไม่ขยับตัว เงียบกริบ
เจว๋ยเลื่อนอาหารของตนไปตรงหน้าซี แล้วพูดเบา ๆ ‘กินเร็วเข้า’
ซีรู้ว่าเจว๋ยก็กินไม่อิ่มเป็นประจำ เขาส่ายหน้า เลื่อนชามกลับไปอีก ‘เจ้ารีบ ๆ กินเถอะ อีกเดี๋ยวก็ต้องไปรวมตัวแล้ว’
ไป๋เจ๋อมองเด็กน้อยสองคนตรงหน้า ใจทั้งปลาบปลื้มทั้งปวดหนึบ
เขาตักเนื้อย่างกับกากหมูที่เหลือในกระทะใส่ชามให้ซี แถมน้ำผลไม้ร้อน ๆ อีกถ้วย
ตาโตของซีเป็นประกายวิบวับ ‘ขะ…ขอบคุณท่านไป๋เจ๋อ’
ไป๋เจ๋อพูดยิ้ม ๆ ‘รีบกินตอนร้อน ๆ เถอะ’
ซีรีบหยิบกากหมูใส่ปากก่อน แล้วกระพริบตาให้เจว๋ย ‘อร่อยมาก!’
อร่อยกว่าตอนเย็นเมื่อวานอีก!
เขาลองชิมเนื้อย่างอีก หอมละมุนลิ้น
‘ช้า ๆ’ เจว๋อยื่นน้ำแอปเปิ้ลให้ซี ‘ดื่มหน่อย อย่าให้ติดคอ’
‘หวานจัง’ ซีกินอย่างเอร็ดอร่อย ตัวก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ต่อหน้าไป๋เจ๋อไม่เคอะเขินเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เอ่ยจากใจจริง ‘นี่เป็นอาหารอร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินเลย!’
ไป๋เจ๋ออมยิ้มในตา ‘ขอบคุณคำชมของซี’
มื้อเดียวจบ ความรู้สึกดี ๆ ของซีที่มีต่อไป๋เจ๋อก็พุ่งพรวดขึ้นฉับพลัน
กินอิ่มแล้ว ยังไม่ทันที่ไป๋เจ๋อจะขยับ เด็กสองคนนี้ก็รีบเก็บถ้วยตะเกียบไปล้างอย่างคล่องแคล่ว
ซีกับเจว๋อเก็บเสร็จก็เตรียมไปรวมตัวที่กลางหมู่ ไป๋เจ๋อเป็นห่วง กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘จำให้ดีนะ ปลอดภัยสำคัญที่สุด’
เจว๋ยพยักหน้า
ซีตบอกปึงปัง ‘ข้าจะปกป้องเจว๋ยเอง!’
ไป๋เจ๋อยีหัวเขา พลางยิ้มพลางคล้อยตาม ‘งั้นก็ลำบากซีแล้วนะ’
เด็กสองคนเดินมาถึงปากถ้ำ เจว๋ยก็จัดเสื้อผ้าให้ซีอย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้ง แม้แต่เชือกเอ็นบนรองเท้าก็ยังมัดให้ใหม่หมด