บันไดหินหน้าประตูวังยังคงเย็นเยียบจากไอหมอกยามเช้า ถังฉางเซิงก้าวเท้าออกมา แสงอาทิตย์สาดเข้าตาพอดี
เขาหยีตามองก่อนยกมือขึ้นบังแสง
ขันทีน้อยที่เดินตามหลังมาติดๆ เป็นคนที่จักรพรรดิฉานทรงจัดให้ชั่วคราว แซ่หลวี่ ชื่อหลวี่อาน อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ซูบผอมราวกับก้านไผ่
“องค์ชายเก้า เชิญรอก่อนขอรับ!”
สาวใช้คนหนึ่งอายุสิบห้าสิบหกปีวิ่งกระหืดกระหอบตรงมา
“องค์ชาย หม่อมฉันคือซูกุ้ย... เป็นสาวใช้ติดตามคุณหนูซู ชื่อชุ่ยเวย”
นางเปลี่ยนคำเรียก ซูมู่เฉิงไม่ใช่กุ้ยเหรินอีกต่อไปแล้ว เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ
ถังฉางเซิงหยุดเดิน เอี้ยวตัวมามองนาง
ชุ่ยเวยล้วงกล่องไม้จันทน์เล็กๆ จากแขนเสื้อออกมา ยื่นให้ด้วยสองมือ กล่องนั้นไม่ใหญ่ ขนาดประมาณฝ่ามือ ลายไม้ละเอียดสวย ไม่มีการตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น
“คุณหนูของหม่อมฉันกล่าวว่า เรื่องในวันนี้เป็นความผิดของคุณหนูทั้งสิ้น รู้สึกผิดต่อองค์ชายยิ่ง องค์ชายทรงยอมรับคุณหนูไว้ คุณหนูไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนได้”
ชุ่ยเวยเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนยื่นกล่องเข้ามาใกล้อีก
“คุณหนูยังกล่าวอีกว่า ขอให้องค์ชายกลับถึงจวนก่อนค่อยเปิด”
ถังฉางเซิงมองกล่องนั้น ไม่ได้รับไปทันที
มือของชุ่ยเวยสั่นน้อยๆ
ทั้งสองยืนนิ่งกันอยู่สองลมหายใจ
ถังฉางเซิงยื่นมือไปรับมา ชั่งน้ำหนักดู เบามือ ไม่ใช่สิ่งของที่ทำจากทองหรือเงิน
“อืม”
เขาเก็บกล่องใส่แขนเสื้อ ไม่ซักถามสิ่งใดต่อ
ชุ่ยเวยถอนหายใจโล่งอก คำนับอีกครั้งแล้วหมุนตัววิ่งกระหืดกระหอบกลับไป
หลวี่อานเดินตามด้านหลัง ยืดคอเพ่งมองแล้วหดกลับ ปากขยับพะงาบๆ สุดท้ายก็ไม่กล้าเอ่ยถาม
ถังฉางเซิงเดินต่อไปเรื่อยๆ
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ตรงมุมทางเดินด้านในประตูวัง มีเงาร่างสองคนยืนอยู่ในที่ร่ม
องค์ชายรัชทายาทถังม่อยืนเอามือไพล่หลัง แผ่นหลังยืดตรงดิ่ง
องค์ชายห้าถังฮ่าวยืนอยู่ทางขวามือของเขา ครึ่งร่างหลบอยู่หลังเสาระเบียง จ้องมองแผ่นหลังของถังฉางเซิงที่เดินไกลออกไป
“เจ้าเด็กเก้าเอ๋ย”
“หากวันนี้ไม่บีบให้มันจนมุม ก็ไม่รู้ว่ามันจะซ่อนได้อีกนานแค่ไหน”
องค์ชายรัชทายาทไม่ได้ตอบ
ถังฮ่าวหัวเราะเย็น กอดอก
“เดิมทีตั้งใจจะกวาดคนขวางหูขวางตาออกไปก่อน ไม่คิดว่าจะเหยียบโดนของเน่าๆ เข้า”
เขาเอียงคอมององค์ชายรัชทายาทแวบหนึ่ง
“แต่แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ? มันซ่อนตัวมาหลายปี ไม่มีทั้งอำนาจและเงินทอง แม้แต่ลูกน้องที่พอใช้ได้ก็ไม่มีสักคน ไปฮวางโจวน่ะหรือ? หึ พวกหยวนจะช่วยเราจัดการมันเอง”
ขากรรไกรขององค์ชายรัชทายาทกระตุกเกร็ง
ถังฮ่าวพูดถูก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากฟังในเวลานี้
วันนี้ที่ท้องพระโรงหลงเตี้ยน ภาพขุนนางนับร้อยคุกเข่าลงพร้อมเพรียงกันเพื่อถวายฎีกาให้องค์ชายห้า เขายังจำได้แม่นยำ คนพวกนั้นไม่ได้คุกเข่าให้ฮ่องเต้ แต่คุกเข่าให้ถังฮ่าว
แล้วผลล่ะ?
เด็กเก้าพูดไม่กี่คำก็พลิกกลับมาชนะ ซูมู่เฉิงก็ตกเป็นของเด็กเก้าเช่นกัน
ตัวเองนั้นทั้งเสียเมียทั้งเสียทหาร ส่วนถังฮ่าวไม่บาดเจ็บแม้แต่เส้นผม
“ถูกของเจ้า องค์ชายห้าอย่างเจ้านี่ช่างเกรียงไกรเสียนี่กระไร”
องค์ชายรัชทายาทส่งเสียงเย็น หันหลังเดินจากไป ไม่แม้แต่จะเอ่ยลา
ถังฮ่าวชะงักไปอึดใจ
กว่าจะตั้งตัวได้ แผ่นหลังขององค์ชายรัชทายาทก็เลี้ยวเข้าทางเดินอีกด้านหนึ่งไปแล้ว ถังฮ่าวยืนอยู่ที่เดิม รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหาย
องค์ชายรัชทายาทเดินพ้นทางเดินจนแน่ใจว่าสายตาของถังฮ่าวมองมาไม่ถึงแล้ว ฝีเท้าจึงค่อยๆ ช้าลง
เขาเหลือบตาไปทางซ้ายทีหนึ่ง
ด้านหลังสามก้าว มีขันทีน้อยหน้าตานอบน้อมคนหนึ่งเดินตามอยู่ เป็นคนของเขาเอง
“ไปส่งบัตรเยี่ยมให้อนุชาเก้าของข้า”
ริมฝีปากขององค์ชายรัชทายาทแทบจะไม่ขยับ เสียงเบาราวกับกระซิบ
“ค่ำนี้ ข้าจะไปนั่งสนทนาที่จวนของเขาสักหน่อย”
ขันทีผู้นั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง รับคำสั่งแล้วถอยออกไป วิ่งจากไปราวกับติดปีก
ถังฉางเซิงเดินออกจากถนนด้านนอกเขตวังหลวงได้ไม่ถึงสองร้อยก้าว ก็มีคนวิ่งตามมาจากด้านหลังอีกแล้ว
“อ๋องแห่งฮวางโจว เชิญรอก่อนขอรับ”
ถังฉางเซิงหันไปมอง เห็นขันทีหน้าแปลกคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงมา ในมือถือบัตรเยี่ยมสีแดงใบหนึ่ง
“นายท่านของกระหม่อมประสงค์จะไปรบกวนท่านสักครู่ที่จวนในคืนนี้ นี่คือบัตรเยี่ยม ท่านโปรดเก็บไว้”
ขันทียื่นบัตรให้ด้วยสองมือ
ถังฉางเซิงรับมา เปิดพลิกดูคร่าวๆ
ตราประทับขององค์ชายรัชทายาท
เขาพับบัตรเข้าที่เดิม ยื่นคืนให้ขันทีผู้นั้น พูดเล่นหรือไง เก็บใส่ตัวไว้หากมีใครมาเห็นเข้า เช้าวันพรุ่งนี้ในราชสำนักก็จะกลายเป็นงิ้วใหญ่ให้ดูอีก
“เรียนองค์ชายรัชทายาทไปว่า ค่ำนี้ข้าจะเตรียมชารออยู่ที่จวน”
ขันทีเก็บรับบัตรคืนอย่างคล่องแคล่ว หมุนตัวจากไป
หลวี่อานยืนดูอยู่ข้างๆ งงงันเป็นไก่ตาแตก
ถังฉางเซิงไม่ได้อธิบายอะไร เดินต่อไปเรื่อยๆ
หมากเดินนี้ขององค์ชายรัชทายาทคาดเดาได้ไม่ยาก
วันนี้ที่ท้องพระโรง ถังฮ่าวใช้องค์ชายรัชทายาทเป็นเครื่องมือ องค์ชายรัชทายาทเองก็ใจกระจ่างแจ้งดี
ที่องค์ชายรัชทายาทมาหาเขา ย่อมเป็นไปได้แค่สองอย่าง
หนึ่ง หยั่งเชิง ดูว่าเขานั้นโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ คุ้มค่าพอจะดึงมาเป็นพวกหรือไม่
สอง เป็นพันธมิตร ถึงจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราว แต่ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับเขา
ฮวางโจวหนาวเหน็บกันดาร กำลังพลสามพันนาย ฟังดูดี แต่ตามความเป็นจริงเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว หากมีชีวิตรอดถึงเปิดฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ถือว่าชะตาคงกระพันแล้ว
เขาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ใช้ได้
ถังฉางเซิงเดินมาถึงปากซอยแห่งหนึ่ง จู่ๆ ก็หยุดยืน
หน้าโรงรับจำนำเก่าโทรมแห่งหนึ่ง บนหลังคามีคนนั่งอยู่
ไม่สิ ไม่ใช่นั่ง แต่เป็นนั่งขัดสมาธิ
คนผู้นั้นนั่งขัดสมาธิบนเบาะปูด้วยฟางข้าว หลังตั้งตรง อายุยี่สิบต้นๆ
เสื้อผ้าซอมซ่อมอมซับ ตรงคางมีไรหนวดเคราสั้นเป็นหย่อมๆ รุงรังไม่ได้ตกแต่ง
บนหลังสะพายทวนเล่มหนึ่ง
ทวนถูกขัดจนเป็นมันวาว ผิดกับชุดเครื่องแต่งกายมอซอของเขาโดยสิ้นเชิง
ใต้ชายคา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาสองสามคนเขย่งปลายเท้าแหงนหน้ามองแวบหนึ่ง แล้วรีบหดหัวกลับไป จับกลุ่มซุบซิบกัน
“หนุ่มประหลาดนี่มาจากไหนกัน? ขึ้นไปนอนบนหลังคาทำไม?”
“จุ๊ๆ เบาๆ หน่อย ให้มันได้ยินเข้า ทวนแทงตายแน่!” ไอ้อ้วนเตี้ยที่อยู่ข้างๆ กระตุกแขนเสื้อเพื่อน
“พวกเจ้าไม่รู้จักมันหรือ?” ในกลุ่มมีชายคนหนึ่งไหล่แคบคอยาวมองซ้ายมองขวา ก่อนลดเสียงลงต่ำ
“ไม่รู้... เกิดอะไรขึ้น มันดังมากหรือ?”
“ดัง? มันคือจ้าวจื่อฉาง!”
สีหน้าของไอ้อ้วนเตี้ยเปลี่ยนไปทันที
“อะไรนะ? จ้าวจื่อฉางแห่งภูเขาหลงซาน?”
“ไป ไป ไป เร็วเข้า!”
เพียงพริบตาทั้งหมดก็พากันออกวิ่งราวกับติดปีก หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ถังฉางเซิงยืนอยู่ตรงปากซอย จ้องมองเงาร่างบนหลังคา ไม่ขยับเขยื้อน
จ้าวจื่อฉาง
หลวี่อานเห็นเขาฉงนจึงเข้ามาใกล้ ผิดปกติที่คราวนี้เอ่ยปากขึ้นเอง
“เอ่อ... องค์ชาย คนผู้นี้...”
หลวี่อานกลืนน้ำลาย
“คนผู้นี้ชื่อจ้าวจื่อฉาง ในยุทธภพเรียกขานว่า 'ทวนอันดับหนึ่งแห่งหลงซาน' เมื่อก่อนเรียนทวนอยู่ที่ภูเขาหลงซาน ออกจากสำนักเมื่ออายุยี่สิบ ภายในหนึ่งปีก็บ่มเพาะปราณแท้จนเข้าขั้นจอมยุทธ์ระดับสามได้”
หลวี่อานพูดถึงตรงนี้ก็หดตัวถอยหลังไปอีกนิด
“แต่ได้ยินว่าหลังจากคนผู้นี้สำเร็จวิชาลงจากภูเขา พบว่าครอบครัวพ่อแม่ลูกเมียของตนถูกพวกหยวนสังหารเสียสิ้น นับแต่นั้นมานิสัยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่อาลัยอาวรณ์ภักดีต่อผู้ใด ได้ยินว่าเมื่อเดือนก่อนทางกรมอาญาอยากเชิญเขาไปเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เขากลับผ่าบัตรเชิญเป็นสองซีก”
สายตาของถังฉางเซิงไม่ได้ละออกจากตัวจ้าวจื่อฉางเลย
นิสัยแปลกประหลาด ยากจนข้นแค้น นั่งสมาธิบนหลังคาโรงรับจำนำเก่าโทรม
จน
คำนี้สว่างวาบขึ้นในหัวของถังฉางเซิง
เขานึกถึงจวนอ๋องแห่งฮวางโจวของตัวเอง
ที่ปรึกษาฝ่ายบุ๋น? ไม่มี ที่ปรึกษาฝ่ายบู๊? ไม่มี กำลังพลสามพันนายยังไม่ทันได้แตะต้อง คนที่อยู่ข้างกายเพียงคนเดียวก็คือไอ้หลวี่อานที่ซูบผอมราวกับก้านไผ่นี่
จะไปฮวางโจว เป็นเพื่อนบ้านกับพวกหยวน ไม่มีผู้แข็งแกร่งคอยอารักขา กลางทางต้องได้ตายแน่
ถังฉางเซิงยกเท้าก้าวเดิน ตรงไปยังโรงรับจำนำนั่น
“องค์ชาย!” หลวี่อานร้อนใจ “คนผู้นี้นิสัยวิปริตผิดเพี้ยน แม้แต่หน้ากรมอาญาก็ไม่ให้ ฝ่าบาท...”
ถังฉางเซิงไม่หันกลับไป
เขายืนอยู่ตรงหน้าโรงรับจำนำ แหงนหน้ามองขึ้นไปบนหลังคา
จ้าวจื่อฉางหลับตานิ่ง ไม่เคลื่อนไหว แม้แต่ช่วงจังหวะหายใจขึ้นลงก็แทบมองไม่เห็น
ถังฉางเซิงไม่ได้เรียกเขา ไม่ได้ส่งเสียง
เขาเพียงยืนอยู่เช่นนั้น รอ
บนหลังคาผ่านไปประมาณสิบลมหายใจ
เปลือกตาขวาของจ้าวจื่อฉางกระตุกทีหนึ่ง
จากนั้นตาซ้ายก็ลืมขึ้น
ดวงตาทรงพลังคู่หนึ่งมองลงมาจากข้างบน
“เจ้าบังแสงข้า”