มหาสงครามระหว่างต้าเซี่ยกับหนานจ้าวยืดเยื้อยาวนานถึงสามปี ในที่สุดก็ถึงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ข่าวดีแห่งชัยชนะของต้าเซี่ยก็แว่วมาจากนครหลวง! หนานจ้าวที่เคยเป็นเสี้ยนหนามในใจต้าเซี่ยถูกกำราบ กลายเป็นรัฐบรรณาการของต้าเซี่ย เปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นหนานจ้าว ขึ้นตรงต่อราชสำนัก
นับแต่วันนั้น กองทัพใหญ่ก็เดินทางกลับอย่างผู้ชนะ
เล่าลือกันว่าองค์ฮ่องเต้ทรงนำองค์รัชทายาทและขุนนางทั้งสำนักออกไปต้อนรับไกลถึงห้าลี้ ทรงรับคณะแม่ทัพนายกองแห่งต้าเซี่ยด้วยพระองค์เอง
และในสมรภูมิอันยืดเยื้อและระทึกระทมนี้ ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ราวเทพประทาน บัญชาการศึกอย่างชาญฉลาด ตัดศีรษะแม่ทัพศัตรู และวางรากฐานชัยชนะของต้าเซี่ยได้ ก็คือแม่ทัพผู้พิทักษ์แคว้น — กู้ลี่เซียว
ด้วยวัยเพียงยี่สิบสามปี รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม และใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ทำให้เขากลายเป็นบุรุษในฝันของหญิงสาวในนครหลวงในชั่วข้ามคืน แม่สื่อแม่ชักเหยียบธรณีประตูจวนสกุลกู้แทบพัง
เรื่องเล่าขานเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ ถูกพ่อค้าวาณิชถ่ายทอดไปไกลถึงหมู่บ้านเสิ่นเจียอันห่างไกล
บ่ายวันหนึ่ง ร่วนลี่สวมงวกกันแดด เดินเลียบแนวร่มเงาริมกำแพง ในอ้อมอกนางมีชามไม้ใบหนึ่ง ภายในบรรจุเต้าหู้อ่อนชิ้นเท่าฝ่ามือกับน้ำอีกครึ่งชาม
แดดร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ร่วนลี่ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบางๆ ตรงขมับ แก้มใสขาวอมชมพูระเรื่อด้วยไอแดด ดวงตาราวผลสาลี่ แก้มดุจกลีบบัว เอวบางร่างอรชร แต่ทรวงอกอวบอิ่ม กลางแสงตะวันผิวพรรณเปล่งปลั่งราวผลท้อที่ปอกเปลือก บีบเบา ๆ ก็มีน้ำหวานฉ่ำ
“แม่นางลี่!”
ร่วนลี่ได้ยินคนเรียกนาง ก็รีบยิ้มรับพลางตอบกลับ “ท่านอาเจ้าคะ!”
“เอ้า! ดีเลย! เรือนของเจ้าฟางเหวยคงจะกลับมาในไม่กี่วันนี้กระมัง? ได้ยินว่าหมู่บ้านใกล้เคียงมีชายหนุ่มกลับมาเจ็ดแปดคนแล้ว แต่ละคนล้วนมีรางวัลปูนบำเหน็จติดตัวมาด้วยนะ! ด้วยพื้นเพทหารของฟางเหวย คราวนี้คงต้องไขว่คว้าตำแหน่งนายหญิงขุนนางมาให้เจ้า แต่งเจ้าด้วยเกี้ยวแปดหามแน่!”
สตรีบ้านนอกใจกว้างอาจหาญ เอ่ยวาจาไร้ความเกรงอกเกรงใจ ร่วนลี่ขัดอายจนแก้มร้อนผ่าว เอามือหลังป้องไว้ พลางเอ็ดอึงเบาๆ “ท่านอายังเอ่ยเช่นนี้ คราวหน้าข้าคงไม่กล้าผ่านหน้าประตูบ้านท่านแล้วเจ้าค่ะ!”
หญิงสาวช่างงามอ้อนแอ้น
แม้น้ำเสียงเอ็ดอึงก็ไพเราะจับใจอย่างอธิบายไม่ถูก
สตรีวัยกลางคนระเบิดเสียงหัวเราะ “ท่านอารอชิมเหล้าแต่งงานของเจ้าอยู่! รีบกลับบ้านเถิด ข้างนอกร้อนนัก ระวังแดดเผาผิวเสีย!”
ร่วนลี่ยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบอะไร รีบสาวเท้าเดินผ่านหน้าบ้านหลังนั้นไป
ด้านนี้สตรีผู้นั้นปิดประตู หันกลับมาก็ถ่มน้ำลายใส่ พลางด่าในใจว่า “ปีศาจร้าย! ส่ายบั้นท้ายอวดสะโพกให้ใครดูเล่า สมควรแล้วที่ยั่วยวนเจ้าเด็กฟางเหวยจนหัวปั่น ปล่อยให้หญิงสาวตระกูลดีไม่เอา ขืนแต่งกับปีศาจร้ายที่มาไม่รู้หัวนอนปลายเท้า! เหตุใดโชคดีทั้งสิ้นถึงได้ตกอยู่กับปีศาจตนนี้นัก!”
อีกด้านหนึ่ง ร่วนลี่กลับมาสู่บ้านที่ว่างเปล่า
นางคือคู่หมั้นของฟางเหวยที่ยังไม่ได้เข้าพิธีวิวาห์ สามปีก่อน มารดาของฟางเหวยยังมีชีวิตอยู่ นางใช้ความตายข่มขู่ไม่ยอมให้ร่วนลี่เข้าบ้าน ประจวบเหมาะศึกระหว่างสองแคว้นเปิดฉาก ฟางเหวยเกณฑ์ทหาร เขาสัญญากับร่วนลี่ว่า เมื่อศึกได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ จะทูลขอให้ผู้บังคับบัญชาประทานสมรส เมื่อถึงเวลานั้นมารดาไม่อาจขัดขวางได้อีก
ร่วนลี่เชื่อเขา
นางรอคอยอยู่อย่างนี้เป็นเวลาสามปี
ในระหว่างนั้นมารดาของฟางเหวยล้มป่วยหนักจากไป ทั้งคู่กลายเป็นเด็กกำพร้า ไร้ผู้ใดมาขัดขวางการแต่งงานของพวกเขา
หมู่บ้านใกล้เคียงพวกนักเลงคุมเชิงไม่เอาจริงยังกลับจากสนามรบได้ ทั้งยังได้รับรางวัล ฟางเหวยเป็นผู้ฝึกยุทธ ย่อมต้องทำคุณงามความดีได้ลาภยศ แต่งนางอย่างสมเกียรติ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจของร่วนลี่ก็ร้อนผ่าว
นางเฝ้าคอยให้ฟางเหวยกลับมาแต่เนิ่นๆ
กลับมาสร้างครอบครัวเล็กๆ กับนางแต่เนิ่นๆ ให้นางได้คลอดบุตรสาวสักคู่ ฟังพวกเขาเอ่ยเรียกพวกเขาว่าท่านพ่อท่านแม่ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าทะนุถนอม
คิดไปคิดมา ช่วงเวลาแห่งนี้ก็ไม่ยากลำบากอีกต่อไป
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องมาจากด้านนอก
หรือว่าฟางเหวยกลับมาแล้ว?
ร่วนลี่ไม่แยแสสิ่งใดอีกมาก นางรั้งชายกระโปรงพุ่งตัวไปที่ประตู ออกแรงผลักประตูออกไปมองไกลๆ ริมฝีปากแย้มยิ้มงดงามเริงร่า “ท่าน—”
ด้านนอกไม่เห็นฟางเหวย
กลับมีแต่บุรุษขี่ม้าตัวสูงใหญ่สองสามคน คาดกระบี่ที่เอว สวมชุดเกราะ ห้อมล้อมบุรุษชุดแพรผู้เป็นนายน้อย บุรุษผู้นั้นสีหน้าเคร่งขรึมดั่งสายน้ำ สายตาหม่นทะมึนจับจ้องมาที่ร่วนลี่ พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนถามว่า “ที่นี่คือจวนตระกูลฟาง ใช่หรือไม่? แม่นางแซ่ร่วน?”
ร่วนลี่ใจสะท้านหวาม
มือที่ยึดประตูบีบแน่น
ลางสังหรณ์ไม่ดีแว่บขึ้นมาในใจอย่างเงียบงัน
เพื่อนบ้านรอบรั้วที่ถูกเสียงฝีเท้าม้าปลุกเร้า ต่างพากันหยุดยืนมุงดูด้วยความสงสัย พากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ นอกบ้านทั้งวุ่นวายทั้งร้อนอบอ้าว ไอร้อนระอุอบอวล
นางหน้าซีดเซียวเล็กน้อย พยักหน้าเกร็งๆ กระทั่งรอยยิ้มยังบีบไม่ออก ได้ยินเพียงเสียงแหบพร่าจากลำคอแว่วออกมา “ใช่… เหตุใดบรรดาท่านผู้ใหญ่จึงต้องมาที่นี่หรือ…?”
เมื่อยืนยันตัวตนแล้ว กู้ลี่เซียวลงจากหลังม้า ราชองครักษ์ด้านหลังก็ลงตามมา นำพาอาชาคู่ใจของแม่ทัพไป
กู้ลี่เซียวมองสตรีตรงหน้า สายตาเคร่งขรึมแฝงแววอาดูร “ฟางเหวยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของข้า ในศึกครั้งสุดท้ายเขาพลาดท่าติดกับดักข้าศึก ร่วงตกเหว ร่างกายและกระดูกสูญหายไร้ร่องรอย—”
ฟางเหวย…ตายแล้ว…?
ในหูของร่วนลี่เกิดเสียงดังหึ่งอื้อ
ทุกเสียงหายไปสิ้น ฟ้าดินหมุนติ้ว ความมืดมิดแล่นเข้าปกคลุม ร่างตรงดิ่งทรุดลงไป
“แม่นางร่วน!”
กู้ลี่เซียวก้าวขึ้นไปสองก้าวยื่นมือพยุง ร่างนุ่มนวลอวบอิ่มร่างหนึ่งทรุดลงสู่อ้อมอก สัมผัสแปลกใหม่ทำให้เขาขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ อยากจะให้ราชองครักษ์รับช่วง แต่ด้านนอกประตูมีชาวบ้านดูคึกคัก วิพากษ์วิจารณ์ชี้ไม้ชี้มือไม่หยุด เขาจึงถมึงหน้ามืดครึ้มทันที “สองนายเฝ้าประตูไว้ ห้ามให้ผู้ใดที่มิใช่คนเกี่ยวข้องค้างคาอยู่แถวนี้อีก อีกนายไปเชิญหมอมาให้ รีบไป”
“รับทราบ! ท่านแม่ทัพ!”
ประตูใหญ่ปิดลง ตัดขาดการสอดส่องจากโลกภายนอก
กู้ลี่เซียวอุ้มร่วนลี่ คิดว่าตนไม่สมควรเข้าไปในห้องพักสตรี จึงวางคนลงบนเก้าอี้พักผ่อนใต้ชายคาในลานบ้าน ตนเองไปหาเก้าอี้ไม้ไผ่ในเรือนใหญ่มาวางนั่งข้างๆ
เขาคุ้นเคยกับการคุมทัพศึกเป็นการส่วนตัว ภายใต้ไม่มีมาดใหญ่โต แต่เพราะใบหน้าดุดัน ทำให้คนที่กลัวเขามีมากไม่น้อย
หมอยังไม่ทันมา ร่วนลี่ฟื้นขึ้นก่อน
นางคิดว่าเมื่อครู่เป็นความฝัน แต่เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นบุรุษน่าเกรงขามดุดัน ระลึกถึงข่าวมรณะของฟางเหวย นางยกมือปิดปาก ร่ำไห้สะอึกสะอื้น ไหล่กระเพื่อมสั่นไม่หยุด น้ำตาท่วมท้นชะโลมใบหน้า
กู้ลี่เซียวรำคาญสตรีร่ำไห้คร่ำครวญที่สุด
แต่นางคือคู่หมั้นที่ฟางเหวยยามอยู่แห่งหนใดยังต้องเอ่ยถึงด้วยความเอ็นดูเสมอ ดังนั้นจึงเป็นคำอ้อนวอนสุดท้ายก่อนฟางเหวยพลัดตกเหวด้วย เขาจึงขมวดคิ้วแน่น กัดฟันทนฟังสตรีร้องไห้อยู่พักใหญ่ โดยไม่เอ่ยห้ามปราม
เมื่อหมอมาถึง เพียงบอกว่าแม่นางผู้นี้โทมนัสโศกเศร้ามากไป ไม่มีอันใดเป็นภัยใหญ่หลวง จากนั้นจึงเขียนใบสั่งยาบำรุงธรรมดาๆ แล้วจากไป
ราชองครักษ์มองสตรีที่ขดตัวอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ เริ่มร่ำไห้ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงตะวันตกดินยังคงสะอื้นไม่หยุด ถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ทัพ นี่…จะทำเช่นไรดี?”
กู้ลี่เซียวก็ปวดหัวเล็กน้อย ยกมือกดขมับเบาๆ “สืบได้ความแน่ชัดหรือไม่?”
ราชองครักษ์พยักหน้า “ฟางนายกองได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาผู้เป็นม่าย จึงย้ายมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเสิ่นเจียเมื่อสิบปีก่อน มารดาของเขาป่วยตายก่อนหน้านี้หนึ่งปี ในหมู่บ้านไม่มีญาติอื่นอีก แม่นางร่วนคนนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าเช่นกัน”
กู้ลี่เซียวโบกมือ “ไปเฝ้าด้านนอกก่อน”
ราชองครักษ์ออกไปแล้ว บ้านตระกูลฟางอันว่างเปล่าเหลือเพียงเขากับร่วนลี่สองคน
ร่วนลี่ดูเหมือนจะร้องไห้จนหมดแรง เสียงค่อยเบาค่อยบางลง นางนอนตะแคงหันหลังให้เขาอยู่บนเก้าอี้พักผ่อน ราวกับดอกไม้ที่ถูกน้ำค้างแข็งทำร้าย เหี่ยวเฉาสิ้นโรยรา
กู้ลี่เซียวไม่ประสงค์เสียเวลาอีกต่อไป เอ่ยตรงๆ ว่า “ฟางเหวยตายในหน้าที่ เจ้าแม้จะมีสัญญาหมั้นกับเขาแต่ยังไม่ได้แต่งงาน เงินค่าชดเชยจึงไม่ตกถึงมือของเจ้า เขาเป็นทหารที่ร่วมเป็นร่วมตายภายใต้บัญชาของข้า ก่อนพลัดตกเหว เขาฝากฝังให้ข้าดูแลแม่นาง บัดนี้มีสองแห่งหนให้แม่นางเลือกไป”
ร่วนลี่ค่อยๆ หยุดสะอื้น
นางใช้แขนเสื้ออำพรางใบหน้าที่อาบน้ำตา เก้ๆกังๆ พยุงตนขึ้นนั่ง “ท่านผู้ใหญ่…โปรดกล่าวเถิด…”
น้ำเสียงแหบแห้งแผ่วบาง
ราวกับสายลมแผ่วพัดก็อาจสลายหายไปได้
“หนึ่งคือกลับไปยังเมืองหลวงกับข้า ข้าจะจัดหาลานเล็กๆ ในนครหลวงไว้ให้ แต่ละเดือนให้เงินสามตำลึง จนกว่าเจ้าจะออกเรือน”
“สองคือให้ธนบัตรเงินห้าร้อยตำลึง อยู่ที่บ้านตระกูลฟางในหมู่บ้านเสิ่นเจียต่อไปตามเดิม ยามเทศกาลก็ส่งข่าวคราวมาให้กับนครหลวง รับรู้ความปลอดภัยก็พอ”
“ฟางเหวยสิ้นไปแล้ว แม่นางโปรดทำใจให้สงบด้วย ไตร่ตรองหนทางข้างหน้าให้ดี รุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ค่อยแจ้งตัวเลือกแก่ข้า”