ปากก็พูดเช่นนั้น แต่จางซานพอกลับไม่ยอมคืนกระต่ายให้
กระต่ายสามชั่งตัวนี้ กินอิ่มได้ตั้งมื้อหนึ่ง!
กระต่ายที่เพิ่งยึดมาจากเอวของเจียงเฉิน ตอนนี้กลายเป็นของเขาไปแล้วในใจ เมื่อถึงมือแล้ว จะยอมคืนให้ได้อย่างไร
ทว่าเจียงเฉินกดพร้าลง ความเย็นแหลมเสียดแทงที่ลำคอ
แววตาของเจียงเฉินที่ราวกับจะเอาชีวิต ยิ่งทำให้จางซานพอขนลุกซู่
เจ้าเด็กที่เมื่อก่อนล้อเล่นไม่กี่คำก็ยอมควักเงินให้อย่างดีอกดีใจคนนี้ บัดนี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน!
จางซานพอไม่กล้าลังเลอีก รีบยกกระต่ายขึ้น "เอาไป เอาไป!"
เจียงเฉินรับมาโดยไม่พูดพล่าม แขวนกระต่ายกลับไว้ที่เอว
เมื่อพร้าถูกเก็บคืน จางซานพอถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
แต่ทันใดนั้นเอง กลับมีโทสะพลุ่งพล่านในใจ
เมื่อก่อนแค่ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วชมเปาะอีกสักสองสามคำ
อย่างมากก็เติมว่า ไม่ทำแบบนี้คือไม่มีน้ำใจ หรือถ้าไม่ได้ผลก็ยกชื่อเฉินฮวาขึ้นมา
เจียงเฉินจะตบอกรับปาก ยื่นทรัพย์สินให้ทันที
แต่วันนี้เจียงเฉินกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แถมยังข่มขู่เขาอีก!
จางซานพอที่ใบหน้าถูกขู่จนซีดขาว เพียงชั่วครู่ก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยโทสะ
ชี้มือไปที่เจียงเฉิน กระทืบเท้าไม่หยุด ทำเหมือนถูกกระทำแสนสาหัส "เจียงเฉิน ข้าคิดว่าข้าดูคนไม่ผิดแล้ว! นึกว่าเจ้าดี แถมยังนับเจ้าเป็นพี่น้อง แต่เพื่อกระต่ายตัวเดียว เจ้ากล้าเอาพร้าใส่ข้า?"
เจียงเฉินเก็บกระต่ายดีแล้ว กวาดตามองอย่างเหยียดหยาม "กินดื่มเจ้าไม่เคยออกสักอีแปะ แต่คิดจะเอาเปรียบทั้งวัน หลอกให้ข้าขายเสบียงในบ้าน แล้วยังมาเรียกร้องน้ำใจพี่น้องกับข้าอีก?"
จางซานพอเสียงอ่อยลง "นั่นก็เพราะบ้านข้าจน ถ้าข้ามีเงินเมื่อไหร่ ต้องพาเจ้ากินดีอยู่ดีทุกวันแน่"
"อย่างนี้เถอะ" เจียงเฉินจับไหล่จางซานพอ "ตอนนี้เสบียงในบ้านข้าหมดแล้ว แบ่งเสบียงกันหนาวบ้านเจ้าครึ่งหนึ่งมา ข้าจะนับว่าเจ้ายังเป็นพี่น้องของข้า"
จางซานพออ้าปากค้าง ริมฝีปากสั่นระริกอยู่ครู่ใหญ่ กลับเอ่ยอะไรไม่ออก
เสบียงของเขาก็ไม่พออยู่แล้ว จะแบ่งออกไปอีกครึ่งหนึ่งได้อย่างไร
"ไสหัวไป!" เจียงเฉินผลักจนเขาเซถอยไปหลายก้าว แล้วแบกฟืนลงเขา
คนอย่างนี้ชาติก่อนเขาเจอมากเกินพอ ปากเอาแต่พูดพี่น้องน้ำใจ มิตรภาพเพื่อนฝูง
แต่แท้จริงเห็นแก่ได้ไม่รู้จบ ยิ่งอยู่ไกลตัวยิ่งดี
พี่น้องจริง จะหลอกให้เขาขายเสบียงในบ้านได้อย่างไร?
เหอะ
"แต่ว่า... ถ้าขึ้นเขาไปช้ากว่านี้สักหน่อย กระต่ายหิมะตัวนี้เกรงว่าจะถูกจางซานพอเก็บไปแล้ว"
"นิสัยไม่ดี แต่ดันดวงดีซะอย่าง"
มุมปากของเจียงเฉินกระตุกเล็กน้อย "น่าเสียดายนัก ข้าดันไปก่อน! ไม่แปลกใจเลยที่เซียมซีบอกให้มาก่อนเที่ยง ดีเหมือนกันที่จางซานพอตื่นสาย"
กระนั้นก็เถอะ การขึ้นเขามาฟืนได้ตอนเที่ยง ถือว่าขยันในหมู่พวกนักเลงหัวไม้แล้ว
เจียงเฉินเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่น้อยก็กำลังเดินกลับมาเช่นกัน
แม้เป็นฤดูหนาว แทบไม่มีงานไร่นา
แต่ชาวบ้านก็ยังหางานจิปาถะทำได้ ไม่ว่าจะหาฟืนหรือซ่อมแซมบ้าน รวมแล้วไม่อยู่ว่าง
เจียงเฉินเห็นชาวบ้านคุ้นหน้าหลายคน ถึงกับเอ่ยทักก่อน "ป้าเฉิน!"
"ลุงจ้าว หาฟืนกลับมาแล้วหรือ!"
หลายคนได้ยินเสียง เหลียวหลังมามอง แล้วรีบหลบไปริมทาง ทำท่าเหมือนจะหลีกหนีให้ไกล!
ยังมีคนบ่นพึมพำ "ไอ้หนูนี่ยังไม่ตายอีกหรือ? คิดว่ามันคงหนาวตายไปแล้วเสียอีก"
"จริงด้วย เอาเสบียงไปแลกเหล้าเนื้อ นี่ใช่วิสัยคนหรือ? ถ้าเป็นลูกข้า เอาท่อนไม้ฟาดให้มันตายเสียยังดี!"
เจียงเฉินเดิมทีแค่ทักทายอย่างสุภาพ พอได้ยินคำนี้ก็แทบหน้ามืด
เจียงเฉินยังรู้สึกว่าจำต้องแก้ไขภาพลักษณ์ของตนในหมู่บ้านบ้าง จึงกระแทกฟืนขึ้นบนหลัง ไม่นานนักพวกนั้นก็เห็นกระต่ายที่เอวของเขา
"โอ้โห กระต่ายอ้วนจ้ำม่ำ!
"พ่อหนุ่มสกุลเจียง เก็บมาจากไหน!"
"จะให้เป็นข้าล่ามาไม่ได้หรือไง?" เจียงเฉินเถียงอย่างไม่ยอม
"แกเห็นลุงจ้าวตาฝ้าฟางหรือไง ลากับเก็บเนี่ยแยกไม่ออกเชียว?"
เจียงเฉินตอบห้วนๆ "บนเขา"
"แหะ ใช่สิ บนเขา ไม่ใช่ในแม่น้ำนี่"
ตาเฒ่าแซ่จ้าวก็แค่ถามส่งๆ ไปงั้น เพราะต่อให้รู้ที่หมาย ไปอีกก็ไม่มีทางเก็บได้อีกแล้ว
ถูกเจียงเฉินทำเอาโมโหจนหน้าแดง หลังจากนั้นก็พลันยิ้มแล้วกล่าวว่า "ข้าเห็นซุนจินเหมยพาเฉินฮวามาที่บ้านเจ้าแล้ว คงมาถอนหมั้นถึงเรือนแน่ รีบกลับบ้านเถอะ"
"ถอนหมั้น?" เจียงเฉินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ชาวบ้านที่แต่เดิมอยากดูกระต่าย พอได้ยินเรื่องนี้ก็ย้ายความสนใจไปกันหมด
พุ่งความสนใจไปที่ลุงจ้าวซึ่งข่าวสารรวดเร็ว
"ห๊ะ? ถอนหมั้นจริงๆ เหรอ แล้วของหมั้นที่รับไปก่อนหน้านี้ทำไง?"
"นิสัยแม่ม่ายซุนน่ะ จะคายออกมาได้หรือ อีกอย่างนางก็มีเหตุผลนะ เอาเสบียงกันหนาวไปแลกเหล้าเนื้อ ใครกล้าแต่งงานเป็นเพื่อน"
"พ่อหนุ่มสกุลเจียง รีบกลับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นของที่เจ้าส่งไปก่อนนี้ละลายหมดแน่!"
เจียงเฉินฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ ของพวกนั้นได้ชัดเจน แต่ในใจกลับโกรธไม่ลง กลายเป็นยินดี
"ถอนหมั้น ดีเสียจริง!"
ร่างเดิมตอนอายุสิบเจ็ด ร่อนเร่ในหมู่บ้านแล้วบังเอิญพบเฉินฮวาที่แต่งแต้มชาดทาปาก
จากนั้นก็ถอนตัวไม่ขึ้น ตกเป็นหมารับใช้เต็มตัว ร้องไห้งอแงขอให้พ่อไปสู่ขอ
แม่ของเฉินฮวาชื่อซุนจินเหมย หลังจากสามีตาย ก็ทำให้แม่สามีโมโหช็อกตาย ปีก่อนยังขายบ้านเดิมอีก
นิสัยนางจึงยิ่งดุร้ายขึ้นทุกที ชาวบ้านไม่กล้าหาเหาใส่หัว พลอยให้ลูกสาวไม่ค่อยมีคนมาสู่ขอ
ทว่าท่าทีของร่างเดิม แทบทำให้นางหาโอกาสโกยทรัพย์ได้เต็มที่
พอเจียงโหย่วหลินมาสู่ขอ ก็เปิดปากเรียกราคา เรียกค่าสินสอดยี่สิบตำลึง
ร่างเดิมยืนกรานจะแต่ง เจียงโหย่วหลินจึงได้แต่ตอบตกลง เพียงแต่ขอเก็บเงินก่อน ถือว่าได้หมั้นหมายเป็นที่เรียบร้อย
ระหว่างนี้ เจียงเฉินไม่เคยวายแอบขโมยของที่บ้าน ไปมอบให้เฉินฮวา
ไม่กี่วันก่อน ยังเปรยอีกว่ามีแต่ปิ่นไม้ อยากให้เจียงเฉินส่งปิ่นเงินให้สักอัน... ก็เพราะเรื่องนี้ จึงมีเหตุให้หนาวตายในป่าดงนั่น
"ยี่สิบตำลึงนะ ร่างเดิมนี่ถูกผีหลอกจริงๆ" เจียงเฉินคิดแล้วก็อดรำพึงรำพันไม่ได้
ครอบครัวทั่วไปทั้งปีใช้จ่ายบวกรวมภาษีอากรต่างๆ ก็ไม่เกินยี่สิบตำลึง
ซุนจินเหมยช่างกล้าเปิดปาก และร่างเดิมก็กล้าตกลงจริงๆ
"ถอนหมั้นเองก็ดี จะได้ไม่วุ่นวาย"
ผู้หญิงเช่นนี้ เขาไม่กล้าแตะ
และจะไม่ทำตัวเป็นหมาคอยเลียเหมือนร่างเดิมอีก