“อีกอย่าง...” เสิ่นจิงเฉินเปลี่ยนเรื่อง “พ่อแม่บุญธรรมทั้งสองคนของเธออาจทุ่มเทให้เธอมากกว่าที่เธอคิดเสียอีก”
“อย่าเอาแต่เชื่อคำพูดใส่ร้ายจากคนข้างนอก”
“คนพวกนั้นบอกว่าคนรวยต้องตั้งใจหาเงิน จึงไม่มีเวลาใส่ใจลูก”
“ส่วนคนจนกับลูกต้องอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านแคบ ๆ อยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา จึงมีเวลาแสดงความรักที่ลูกต้องการได้มากกว่า”
“แต่ไอ้พวกนั้นไม่รู้เลยว่า สำหรับคนจนแล้ว การหาเงินเป็นเรื่องลำบากยิ่งกว่าเสียอีก”
“เวลาทำงานก็ต้องทนถูกกดดัน ถูกค้างค่าแรง แถมยังต้องทนสายตาดูแคลนจากคนอื่น”
“เมื่อถูกทรมานเช่นนี้ จิตใจก็ถูกเปลี่ยนไปทีละน้อย กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องนิสัย แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นได้”
“อี้อี แต่พ่อแม่บุญธรรมของเธอยังดูแลทะนุถนอมเธอด้วยใจปกติได้ ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น...”
เสิ่นจิงเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดจากใจว่า “พูดจริง ๆ ฉันนับถือพวกท่านมาก”
“ฉันเคยเชิญทั้งสองท่านไปเยี่ยมบ้านตระกูลเสิ่น แต่พวกท่านปฏิเสธ”
“ไว้วันหลัง ถ้าพวกท่านตกลง ฉันจะไปเยี่ยมถึงบ้าน”
เฉิงอี้อีไม่คิดเลยว่าเสิ่นจิงเฉินจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา!
เรื่องนี้ยังพิสูจน์ด้วยว่าเสิ่นจิงเฉินไม่ใช่คุณชายเงินถุงเงินถังที่จมอยู่กับความมั่งคั่ง แต่เป็นคนที่มีความสามารถในการอนุมานและตัดสินใจอย่างยอดเยี่ยม!
ให้ตายสิ!
ทำไมตระกูลเสิ่นถึงไม่เหมือนในละครเลยล่ะ?
พวกคุณไม่ควรเป็นลูกคนรวยเอาแต่ใจหรือไง?
ไม่ควรไม่เข้าใจคนรากหญ้าหรือไง?
ไม่ควรดูถูกสาวบ้านนอกอย่างฉันหรือไง?
ละครเขาไม่ได้เล่นกันแบบนี้นี่นา!
พวกคุณควรจะไม่ชอบฉันสิ...
