“เวลาเดินอย่าเดินตามใจ...” เสิ่นอันเยว่พูดพลางลงมือจัดท่าทางของเฉิงอี้อีให้ถูกต้อง “พี่คะ ด้านหลังหมวกมีพวงลูกปัดห้อยอยู่ด้วย”
“เวลาเดินพยายามอย่าให้มันแกว่งแรงเกินไป ช่วงแรกอาจรู้สึกไม่ชิน แต่พอทำจนชินแล้วก็จะดีเอง”
“ยืนก็ต้องยืนให้สง่า ไม่ใช่คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย”
“คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อยหมายความว่ายังไง?” เฉิงอี้อีคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม “หมายถึงแม่น้ำเหลืองช่วงต้นน้ำหรือเปล่า?”
“พี่คะ อ่านหนังสือจนเพี้ยนไปแล้ว...”
เสิ่นอันเยว่พลันรู้สึกว่า นอกจากมารยาทแล้ว ยังมีความรู้อีกหลายอย่างที่ต้องอธิบายให้เฉิงอี้อีเข้าใจอย่างถ่องแท้
โดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้ได้ในงานเลี้ยง
เสิ่นอันเยว่ไม่เข้าใจพวกผู้ใหญ่เลย ทั้งที่ภาษาพูดธรรมดาสะดวกจะตาย แต่บางครั้งกลับชอบหยิบคำโบราณกับสำนวนมาใช้
แถมยังมีช่วงชมกันไปชมกันมาอย่างเลี่ยงไม่ได้อีก
เฉิงอี้อีต้องยกแก้วชนกับคนอื่นแล้วพูดคุยด้วยแน่ ๆ ถ้าถึงตอนนั้นพูดจาให้ดูดีไม่เป็น คงเสียหน้าแย่
“ประโยคนี้ถ้าใช้กับผู้หญิงก็หมายถึง อย่าบิดไปบิดมา เดินเอียงไปเอียงมา หรืออ่อนปวกเปียก”
“เวลาเดินต้องสง่างาม เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ยืดอก”
“แต่อย่ามองคนอื่นผ่านรูจมูก แล้วก็อย่าเอนตัวไปข้างหลัง...”
เฉิงอี้อียิ่งฟังก็ยิ่งปวดหัว รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ยากกว่าการเรียนหนังสือเสียอีก
“อา... ยุ่งยากจัง”
“แค่ฟังดูยากเท่านั้นเอง เดี๋ยวฉันค่อย ๆ สอน พี่เรียนได้แน่นอน” เสิ่นอันเยว่ปลอบ “อีกอย่าง มารยาทจุกจิกพวกนี้ใช้แค่ในงานที่เป็นทางการเท่านั้น เวลาอื่นก็ไม่ต้องถูกกรอบพวกนี้จำกัดหรอก”
