ชิงชุนฮวา

ตอนที่ 2 นิสัยไม่รู้จักสำนึก

14 นาที· 3.1K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

กลางคืนพายุหิมะโหมกระหน่ำหนักขึ้น ต้นทับทิมหลังเรือนถูกหิมะตกทับจนกิ่งงอโค้ง

ในห้อง ควันหอมลอยคลุ้งจากกระถางธูปสัมฤทธิ์รูปมังกรไร้เขา เคลือบทองลายกระษัตรี ผู้คนบนเตียงนอนหลับกระสับกระส่าย มือจับมุมผ้าห่ม ขนตาสั่นไหวไม่หยุด

“… เหตุใดเจ้าจึงต่ำช้าถึงเพียงนี้ ในใต้หล้ามีบุรุษดี ๆ ตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าจึงต้องยั่วเย้าพี่เขยของเจ้า เขาเป็นสามีของพี่สาวเจ้า เจ้าจึงทนความว้าเหว่ไม่ได้กระนั้นหรือ”

“เจ้ากลับอาศัยดูแลพี่สาว คลานขึ้นเตียงพี่เขย เหตุใดเจ้าจึงไร้ยางอายถึงเพียงนี้”

“เสิ่นซวงเยว่ ตระกูลเสิ่นของเราไม่มีบุตรีที่ไร้ศีลธรรมเช่นเจ้า!”

“เสิ่นซวงเยว่ เหตุใดเจ้าไม่ไปตายเสีย!”

ฝนเทกระหน่ำหนัก นางคุกเข่าอยู่กลางสายฝน เสื้อผ้าลุ่มล่าม สกปรก ผู้คนทั้งหลายมองลงมาด้วยสายตาสูงส่ง จ้องดูความอัปยศของนาง

นางอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า พูดซ้ำ ๆ ว่า “ไม่ใช่ข้าที่ทำ” แต่ไม่มีใครเชื่อนางสักคน ทุกคนชี้หน้านาง ด่าทอนาง แทบอยากให้นางไปตายเสียเดี๋ยวนั้น

นางใช้ปิ่นปักผมแทงเข้าข้างลำคอเกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นพี่สาวที่ดึงมือนางไว้

“อาเยว่ พี่เชื่อเจ้าพี่เชื่อว่าเจ้าไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น แต่พี่อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว”

“พี่ขอร้องเจ้า ขอร้องให้เจ้าแต่งเข้าสกุลโป๋ ขอให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปแทนพี่ให้ดี ช่วยรักษาชื่อเสียงตระกูลเสิ่นและอี้เกอให้พี่ พี่สาวขอร้องเจ้า…”

……

“ฮูหยิน ฮูหยิน!”

เสิ่นซวงเยว่ลืมตาขึ้นมาด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ก็พบกับใบหน้าที่ลนลานกังวลของจินเชวี่ย นางถามเสียงแหบพร่าด้วยความมึนงงว่า “เกิดอันใดขึ้น”

“ฮูหยิน สกุลซุนเกิดเรื่อง!”

จินเชวี่ยเปิดม่านขึ้นพลางเร่งรุดเสียงว่า “ใต้เท้าซุนถูกกล่าวหาว่าทุจริตภาษีเกลือ ฝ่ายตรวจการแผ่นดินจับตัวเขาไปแล้ว”

ความคิดที่ยังมึนงงของเสิ่นซวงเยว่พลันตื่นเต็มตา “เจ้าว่าอันใดนะ”

จินเชวี่ยว่า “เป็นจริงเจ้าค่ะ เมื่อคืนฝ่ายตรวจการแผ่นดินลงมือกะทันหัน เป็นติ้งหย่วนโหวพาคนไปจับตัว คนสกุลซุนทั้งหมดถูกจองจำ แม้แต่คุณหนูรองก็ถูกจับไปด้วย”

“ท่านโป๋ไปฝ่ายตรวจการแผ่นดินแล้ว คุณหนูใหญ่ก็กลับมาแล้ว ข้างนอกเวลานี้วุ่นวายนัก ฮูหยินผู้เฒ่าให้ท่านไปพบ”

เสิ่นซวงเยว่รีบลุกขึ้นพลางว่า “เร็วเข้า ช่วยข้าเปลี่ยนอาภรณ์”

วันนี้เดิมเป็นวันแรกที่เซี่ยอวี้เจียวกลับเยี่ยมบ้านเกิด ทุกอย่างในจวนเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แต่ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าสกุลซุนจะถูกจับเข้าคุกกะทันหันเช่นนี้

เสิ่นซวงเยว่เก็บเนื้อเก็บตัวเสร็จสรรพอย่างเร่งรีบ อุ้มกระเป๋ามืออุ่นมุ่งหน้าไปหออวี้จาอันของฮูหยินผู้เฒ่า พลางยามเดินถามคนข้างกายว่า “ท่านโป๋ส่งข่าวกลับมาบ้างหรือไม่”

จินเชวี่ยลดเสียงต่ำว่า “ยังเจ้าค่ะ แต่ฮูหยิน คดีภาษีเกลือนั่นสอบสวนมานานเท่าใดแล้ว ก่อนหน้านี้ใต้เท้าซุนก็ไม่มีอะไรมาตลอด ครั้งนี้จะเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่เจ้าคะ”

แต่ในใจเสิ่นซวงเยว่กลับหนักอึ้ง ซุนอี้ผิงแม้จะเป็นรองเจ้ากรมการคลัง แต่เจ้ากรมการคลังคนปัจจุบันกำลังจะลาออกจากตำแหน่งเพราะชรา เขาเป็นว่าที่เจ้ากรมคนต่อไปชนิดติดแน่นอยู่แล้ว หากไร้พยานหลักฐานชัดแจ้ง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ใช้มาตรการรุนแรงเข้าจับทั้งตระกูลถึงเพียงนี้

ยิ่งกว่านั้นนางก็รู้สึกมาตลอดว่าสกุลซุนมีปัญหาบางอย่าง

พื้นเพของซุนอี้ผิงนั้นก็เพียงธรรมดา อาศัยสอบเข้ารับราชการได้อันดับสูงจึงได้เข้ารับตำแหน่งในราชสำนัก สกุลซุนไร้สมบัติถาวร แต่ภรรยาบุตรและญาติกลับใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง หลายครั้งก่อนหน้านี้ที่เคยพบปะสังสรรค์กันก็เห็นได้ว่าบุตรหลายคนของเขาใช้เงินราวกับดิน

ในราชสำนัก ฝ่าบาทกับไทเฮาช่วงชิงอำนาจกันมานานแล้ว ประกอบกับเหล่าองค์ชายเบื้องล่างก็เติบใหญ่ กรมการคลังจึงเป็นก้อนเนื้ออันโอชะที่ทุกฝ่ายจับตามอง

ตอนเริ่มเจรจาสู่ขอสองสกุลนั้น นางเคยเตือนฮูหยินผู้เฒ่าอย่างอ้อม ๆ ว่าบุตรชายคนโตของสกุลซุนมิใช่คู่ครองที่ดี ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับเห็นว่าเป็นนางอิจฉางานวิวาห์ของเซี่ยอวี้เจียว ต้องการทำลายประโยชน์ของสกุลโป๋

ตัวเซี่ยอวี้เจียวยิ่งกลัวผู้ใดมาแย่งโอกาสดีที่ตนจะได้เป็นฮูหยินเจ้ากรมการคลังในภายภาคหน้า โดยไม่สนว่างานวิวาห์ยังไม่กำหนดแน่ชัด ก็ลักลอบพบปะกับบุตรชายคนโตสกุลซุน งานวิวาห์นี้จนถึงภายหลังไม่แน่ก็ต้องแน่

ครั้งนี้หากการทุจริตของสกุลซุนได้รับการยืนยันเป็นจริง เกรงว่าจะพาดพิงมาถึงในจวน นางไม่แยแสว่าคนตระกูลเซี่ยจะเป็นอย่างไร แต่หากสกุลชิ่งอันโป๋เกิดเรื่อง อี้เกอจะทำเช่นไร

นางรับปากพี่สาวไว้ว่าจะปกป้องเขาให้ปลอดภัย

เสิ่นซวงเยว่หยุดเท้าลง “จินเชวี่ย เจ้าอย่าไปหออวี้จาอันพร้อมข้า”

“เจ้าไปที่หีบของข้า หยิบชุดเครื่องประดับศีรษะลายกิ่งไม้ดอกหยกงามคู่เคียงนกยวนหยางนั่นออกมา แล้วเดินทางไปสกุลซู่กั๋วกงสักครั้งหนึ่ง พบท่านกงฮูหยิน บอกว่ารายงานว่าข้าได้ยินว่าคุณหนูเจิ้งชีใกล้จะปักปิ่นแล้ว มอบให้เป็นของขวัญเพิ่ม”

ครึ่งปีก่อนนางเคยช่วยชีวิตซู่กั๋วกงฮูหยินไว้โดยบังเอิญ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ซู่กั๋วกงมีฐานะพิเศษในราชสำนัก ยามนี้ที่นางส่งของขวัญวันปักปิ่นให้บุตรีของนาง ซู่กั๋วกงฮูหยินย่อมเข้าใจความหมายของนาง

สกุลซุนกับสกุลเซี่ยเป็นเพียงญาติเกี่ยวดองกัน อีกทั้งเซี่ยอวี้เจียวเพิ่งแต่งเข้าสกุลไปได้เพียงสามวัน หากซู่กั๋วกงกราบทูลได้สักเล็กน้อย ตราบใดที่สกุลเซี่ยยังบริสุทธิ์ เรื่องนี้ก็จะไม่พาดพิงมาถึงพวกเขา

จินเชวี่ยขมวดคิ้ว “แต่คุณหนู เครื่องประดับศีรษะนั่นเป็นของที่ท่านโปรดที่สุดเลยนะเจ้าคะ”

“ต่อให้โปรดเพียงใดก็เป็นของตาย”

เสิ่นซวงเยว่แววตาเย็นชา “อี้เกอยังไม่เติบใหญ่พอจะสืบทอดยศ อีกทั้งจวนโป๋รวมถึงเซี่ยหวยจือล้วนเกิดเรื่องไม่ได้” นางว่า “ไปเร็วเข้า หลังจากพบท่านกงฮูหยินแล้วไม่ต้องกล่าวมาก ส่งของแล้วก็กลับมา”

เมื่อเห็นจินเชวี่ยจากไป เสิ่นซวงเยว่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วจึงเดินต่อไปยังหออวี้จาอัน

หออวี้จาอันนั้นอยู่ทางด้านตะวันออกของจวน สวนซวงซวี่อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ ทุกวันเสิ่นซวงเยว่ไปคารวะยามเช้าล้วนต้องใช้เวลาเดินนานถึงกึ่งธูปหนึ่ง ภายนอกหิมะหนายังตกลงต่อเนื่อง แม้สวมเสื้อคลุมหนาพิเศษก็กันความหนาวเหน็บไม่พ้น ภายหลังจากเมื่อคืนต้องลมหนาวจนศีรษะยิ่งรู้สึกปวดตุบ ๆ อย่างคลุมเครือ

นางอุ้มกระเป๋ามืออุ่นเพิ่งเลี้ยวอ้อมระเบียงทางเดิน ยังไม่ทันถึงหออวี้จาอัน ก็ปะทะเข้ากับเซี่ยหวยจือที่สีหน้ายากเย็นนัก

“ท่านโป๋”

เซี่ยหวยจือมองดูสตรีตรงหน้าที่คารวะตน เห็นว่านางว่าง่ายดังผ่านมา ราวกับเมื่อคืนมิได้เกิดสิ่งใดขึ้น เขาผ่อนลมหายใจลงโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดผ่านลำคอของนางที่ถูกปกปิดด้วยคอเสื้อ เพียงชั่วขณะเดียวก็เบือนหนี

“ข้ากำลังจะไปตามหาเจ้า”

เสิ่นซวงเยว่ลุกขึ้นยืน “เพราะเรื่องของสกุลซุนหรือ”

“เจ้ารู้แล้วหรือ”

“หม่อมฉันได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ละเอียดนัก ได้ยินว่าท่านโป๋ไปฝ่ายตรวจการแผ่นดินมาแล้ว เรื่องเป็นอย่างไรบ้าง”

เซี่ยหวยจือได้ยินคำว่า “ฝ่ายตรวจการแผ่นดิน” สีหน้าก็พลันดำมืดทันที “ทางฝ่ายตรวจการแผ่นดินนั่นปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ เรื่องของสกุลซุนก็ไม่มีทางผ่อนปรน ติ้งหย่วนโหวสืบพบหลักฐานจริงแล้ว ซุนอี้ผิงพัวพันคดีทุจริตภาษีเกลืออย่างหนีไม่พ้น”

“แล้วอวี้เจียว…”

“อวี้เจียวก็ถูกจับเข้าคุกอาญา ข้าเองยังอยากพบนางสักครั้งยังถูกตีกลับมา คนของฝ่ายตรวจการแผ่นดินว่าคดีสกุลซุนยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ผู้ใดก็เข้าเยี่ยมมิได้”

เสิ่นซวงเยว่ขมวดคิ้วแน่น “แต่อวี้เจียวเป็นเจ้าสาวใหม่”

เซี่ยหวยจือหน้ามืดมน “เจ้าสาวใหม่ก็คือสะใภ้ ฝ่ายตรวจการแผ่นดินจับกุมคนสกุลซุนตามกฎหมาย นางกับซุนชิ่งได้ผ่านพิธีกราบเบี้ยแล้ว”

เรื่องนี้โดยเนื้อแท้ก็ก้ำกึ่งระหว่างสองทาง

หากฝ่ายตรวจการแผ่นดินยินยอมหลับหูหลับตา เซี่ยอวี้เจียวย่อมไร้ความผิด แต่หากยึดถือตามตัวบทเอาจริง นางก็นับว่าเป็นคนสกุลซุน

แต่เดิมเกิดเรื่องเช่นนี้ขุนนางสืบทอดยศกับเสนาบดีส่วนใหญ่ก็จะหลับตาข้างหลับตาข้าง แต่เคราะห์ร้ายที่คนไปจับกุมคือเผยอวี๋

ไอ้เผยอวี๋แต่เดิมเป็นทาสนักโทษ ต่ำต้อยตกต่ำชั่วดี ภายหลังเข้ากองทัพฝ่าสังหารไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูง

ปีก่อนชนเผ่าอนารยชนบุกชายแดน ทัพต้าเยี่ยพ่ายยับเยิน แม่ทัพหนีทัพ เมืองชายแดนแตกพ่าย เป็นเผยอวี๋ที่พลิกสถานการณ์คับขัน นำทัพจู่โจมเข้าค่ายหลังของอนารยชน จับเป็นองค์ชายใหญ่แห่งอนารยชน บีบให้พวกมันถอยทัพ จึงรักษาเมืองชายแดนไว้ได้

หลังกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้จิ่งก็พระราชทานบรรดาศักดิ์ติ้งหย่วนโหวแก่เผยอวี๋

ฮ่องเต้จิ่งทรงให้ความสำคัญกับเขาอย่างยิ่งนัก มอบฝ่ายตรวจการแผ่นดินไว้ในมือเขา ส่วนเผยอวี๋ก็ทำหน้าที่ตรวจตราราชสำนักแทนฮ่องเต้จิ่ง ขจัดเสนาบดีขี้ฉ้อ กำราบผู้มีจิตคิดร้ายต่าง ๆ กลับเมืองหลวงเพียงสั้น ๆ ครึ่งปี ขุนนางที่ตายในมือเขาก็มากมายนับไม่ถ้วน

คนผู้นี้มีอารมณ์แปรปรวนไม่แน่นอน แล้วยังเย็นชาไร้มนุษยสัมพันธ์เป็นพิเศษ

หากเขาไม่ยอมผ่อนปรน เซี่ยอวี้เจียวก็อย่าหวังว่าจะหลุดพ้น

เซี่ยหวยจือคิดถึงตอนที่ตนไปฝ่ายตรวจการแผ่นดินแล้วถูกปฏิเสธอยู่ข้างนอก ก็เดือดดาลนัก

“ทางสกุลซุนนั่นหลักฐานมัดตัวแน่นหนา เพียงเพราะคดีภาษีเกลือนั่นยังสอบสวนไม่สิ้นซาก จึงเพิ่งกักตัวไว้ในคุกไปก่อน ไอ้เผยอวี๋นั่นก็คือหมาบ้าที่ไหน ตัวข้าเกรงว่ามันจะกัดมาถึงตระกูลเซี่ย”

“คดีภาษีเกลือเน่าคาตู้อันมานานแล้ว ในเมื่อสกุลซุนเป็นหนึ่งในตัวการ พวกเราดองกับพวกมันก็ถูกคนคาดเดากันอยู่แล้ว ฝ่ายตรวจการแผ่นดินหากจะเอาจริงเอาจัง เช่นนั้นการเกี่ยวข้องใด ๆ กับสกุลซุนก็จะกลายเป็นหลักฐานความผิด”

เซี่ยหวยจือว่า “เจ้ากำกับดูแลทรัพย์สินภายในจวน ข้ามาหาเจ้าเพื่อต้องการเอาสินสอดของสกุลซุนกลับคืน รวมทั้งของพวกนั้นที่พวกมันเคยส่งมาให้ก่อนหน้านี้”

เสิ่นซวงเยว่ได้ฟังก็เข้าใจความหมายของเขาทันที แต่เดิมการดองกันระหว่างสกุลโป๋กับสกุลซุน สินสอดที่สกุลซุนส่งมานั้นหนักหนาเหลือหลาย ตอนนั้นยังคิดว่าเป็นเพราะคนสกุลซุนให้ความสำคัญกับเซี่ยอวี้เจียว ทว่าบัดนี้ข้าวของเหล่านี้กลับกลายเป็นมันมือถือ กุมไว้ก็ร้อนรน

บัดนี้สกุลซุนมีความผิด แต่ตระกูลเซี่ยไม่เกี่ยวข้องกับคดีภาษีเกลือ เซี่ยหวยจือต้องการตัดสัมพันธ์ให้สะอาดเชิงรุก นำ “ของโจร” ของสกุลซุนไปส่งให้ฝ่ายตรวจการแผ่นดิน

เซี่ยหวยจือว่า “เรื่องเร่งด่วน รีบไปเอาเดี๋ยวนี้”

เสิ่นซวงเยว่เองก็ไม่กล้าชักช้า รับพาเซี่ยหวยจือไปยังโรงเก็บของ ทว่าเพิ่งเอ่ยปากว่าจะเอาสินสอดของสกุลซุน หน้าตาของผู้ดูแลโรงเก็บก็ซีดเผือดทันที

“ฮูหยิน สินสอดของสกุลซุนนั่นไม่ใช่ถูกคนของท่านขนไปแล้วหรือขอรับ”

เสิ่นซวงเยว่ตกตะลึง “ข้าเคยสั่งให้คนมาเอาสินสอดแต่เมื่อใด”

ผู้ดูแลโรงเก็บทรุดตัวลงคุกเข่าเสียงดังตุ้บ “หนึ่งเดือนก่อน ท่านว่ามือท่านขาดเงินใช้ ส่งคนมาเอาสินสอดของสกุลซุน ยกเว้นของสดไหว้บรรพบุรุษ เหล้า ชา และผลไม้แล้ว เงินสดกับเครื่องประดับถูกขนไปเสีย大半”

เสิ่นซวงเยว่ตวาด “เจ้าเหลวไหลอันใด!”

นางไม่เคยแตะต้องสินสอดของสกุลซุนเลยสักครั้ง ตอนนั้นสกุลซุนเอาของมาส่งแล้ว นางก็ให้คนนำเข้าไปเก็บรักษาในโรงเก็บโดยตรง

แต่เดิมวันที่เซี่ยอวี้เจียวออกเรือน จะต้องเอาสินสอดพวกนั้นติดตัวไปเป็นสินเดิมด้วยกัน ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยว่านางไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกับงานวิวาห์ของเซี่ยอวี้เจียว อีกทั้งเงินที่สกุลซุนส่งมาก็ไม่พอใช้หนุนก้นหีบ

นางจึงเก็บสินสอดพวกนั้นไว้ เตรียมสินเดิมให้เซี่ยอวี้เจียวด้วยเงินจำนวนมหาศาลต่างหาก ส่วนสินสอดพวกนี้เก็บไว้ในจวนเพื่อเป็นทางถอยในภายภาคหน้าของเซี่ยอวี้เจียว ทว่าบัดนี้กลับหาว่านางเอาสินสอดไปแล้ว

เสิ่นซวงเยว่หันขวับก็ปะทะเข้ากับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยของเซี่ยหวยจือ นางขมวดคิ้วว่า “ท่านโป๋ หม่อมฉันไม่ได้แตะต้องของของสกุลซุนเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอันใด…”

เซี่ยหวยจือว่า “ทรัพย์สินภายในจวนเจ้ากำกับดูแล กุญแจโรงเก็บของก็อยู่ที่เจ้า เจ้าบอกว่าเจ้าไม่รู้”

เสิ่นซวงเยว่อธิบาย “ทรัพย์สินภายในจวนเป็นหม่อมฉันกำกับดูแลก็จริง แต่กุญแจมีมากกว่าหม่อมฉันถือคนเดียว ทางคุณแม่ก็ถืออยู่หนึ่งดอก คุณแม่ก็สามารถเบิกใช้ข้าวของในโรงเก็บได้”

“เจ้าหมายความว่าคุณแม่เอาไปใช้ซึ่งสินสอดของสกุลซุนอย่างนั้นหรือ”

“หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ข้าวของในโรงเก็บของจวน คนทั่วไปไม่กล้าถือวิสาสะเอาไป บัดนี้เรื่องของสกุลซุนสำคัญกว่า สินสอดถูกใครเอาไป ทางคุณแม่ก็อาจทราบความ เช่นนั้นสู้อันดับแรกไปถามคุณแม่ดูก่อน…”

“ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!”

น้ำเสียงเซี่ยหวยจือพลันสูงขึ้นหลายส่วน “สกุลโป๋ของข้าอะไรก็มีทั้งนั้น เหตุใดคุณแม่จะต้องไปละโมบสินสอดของสกุลซุนพวกนั้น”

ศีรษะของเสิ่นซวงเยว่ก็ปวดอยู่แต่เดิม มาฟังเขาไม่แยกแยะถูกผิดเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่โทสะจะพลุ่งขึ้น

“คุณแม่ไม่ขาดแคลนของพวกนั้น แล้วหม่อมฉันจะขาดแคลนหรือ”

นางนั้นชื่อเสียงเน่าเฟะแล้ว ถูกตระกูลเสิ่นชิงชังก็จริง แต่ว่าปีนั้นเพราะรู้สึกผิดต่อตระกูลเซี่ย ตอนนางเข้าจวน ตระกูลเสิ่นก็มอบสินเดิมสมรสหนาหนาให้เช่นกัน นางเคยขาดแคลนเงินทองแต่เมื่อใดกัน

นางพยายามอดทนว่า “หลายปีมานี้แม้หม่อมฉันจะเป็นผู้กำกับดูแลทรัพย์สินภายในจวน แต่ว่าผู้ดูแลในโรงเก็บล้วนเป็นคนในลานของคุณแม่ หม่อมฉันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ให้หออวี้จาอันรับรู้ แล้วเอาข้าวของของสกุลซุนไปตั้งมากมายเช่นนั้น”

เซี่ยหวยจือได้ฟังก็เดือดดาลทันที “เจ้าหมายความว่าคุณแม่เอาของพวกนั้นไปแล้วก็มาใสร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“หม่อมฉันไม่ได้…”

เสิ่นซวงเยว่รู้สึกว่าเขาพูดจาไร้เหตุผลวุ่นวาย “ท่านโป๋ หม่อมฉันก็แค่พูดตามเนื้อผ้ากับท่าน หม่อมฉันรู้ว่าท่านรังเกียจหม่อมฉัน แต่สิ่งที่หม่อมฉันไม่เคยทำหม่อมฉันก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด กุญแจโรงเก็บไม่ใช่เพียงหม่อมฉันถือ ของหายไปก็ไม่มีผู้ใดหนีพ้นความรับผิด คุณแม่เองก็ย่อม…”

“เจ้าหุบปาก!”

เซี่ยหวยจือตวาด “ข้าบอกแล้วว่าคุณแม่ไม่มีทางแตะต้องของของสกุลซุนเป็นอันขาด เจ้าอย่ามากล่าวร้าย ป้ายสีท่าน!”

“เป็นหม่อมฉันกล่าวร้าย หรือเป็นท่านโป๋ขี้ขลาดต่างหาก”

เสิ่นซวงเยว่ขมับเต้นตุบ ๆ อย่างเจ็บแปลบ ผู้คนก็หมดความอดทน “ความเดือดร้อนของสกุลซุนก็อยู่แค่เอื้อม หม่อมฉันก็แค่อยากจะรีบตามของกลับคืนมา คุณแม่ไม่รู้สึกผิดติดใจย่อมไม่กลัวที่จะมาสอบถามต่อหน้าหม่อมฉัน”

“แต่ว่าท่านโป๋แม้แต่ถามสักคำก็ไม่ถาม กลับด่วนสรุปว่าเป็นหม่อมฉัน ตกลงท่านกำลังกลัวอะไรกันแน่ กลัวว่าของเป็นคุณแม่เอาไปจริง แสดงให้เห็นว่าท่านไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบ ยังลำเอียงหลงตัวเอง หรือกลัวว่าจะป้ายความผิดมาไม่ถึงตัวหม่อมฉัน…”

“เพียะ!”

เซี่ยหวยจือเงื้อมือตบไปทางนาง ก็เห็นนางเซถลาไปชนกับเสาด้านหลัง ใบบหน้าที่งดงามสดใสนั้นดูอเนจอนาถยิ่งนัก

มุมปากของนางมีเลือดไหลซิบ นัยน์ตาแดงก่ำ เงยหน้ามองเขา

“ข้าว่าเจ้านี่มันนิสัยไม่รู้จักสำนึกแท้ ๆ!”

“ที่ข้าไม่ให้เจ้าไปสอบถามก็เพื่อผู้ใดกัน เจ้าบังคับแต่งเข้ามาแต่ปีนั้น คุณแม่ก็ชังเจ้ายิ่งนักแล้ว หลายปีมานี้เจ้าไม่เลือกวิธีอีกทั้งจิตใจยังต่ำช้าพาล เจ้ายังกล้ากู่ร้องจะสอบถามต่อหน้า ยังกล้าด่าแม้กระทั่งข้า”

เซี่ยหวยจือเดือดดาลถึงที่สุด ปีนั้นก็เป็นเช่นนี้ เสิ่นซวงเยว่อาศัยใบหน้างามดุจดอกฝูหรงนี้ทำเป็นซื่อไร้เดียงสา เรียกเขาว่าพี่เขย ตามตื๊อเข้าจวนมาร่วมทางกับหว่านอี๋ที่ตั้งครรภ์ ทว่าภายหลังกลับวางยาเขา ทำให้พี่สาวแท้ ๆ ของนางโกรธจนขาดใจตายทั้งเป็น

หว่านอี๋ตายทั้งกลม แต่นางกลับแต่งเข้าจวนมา

ต่อมาหลังเข้าจวนหลายปี นางก็ก่อเรื่องต่อเนื่อง บางทีก็แกล้งอวี้เจียวตกบันไดบาดเจ็บ บางทีก็ทำร้ายอวี้จินจนแท้งลูก แม้กระทั่งคุณแม่ก็ถูกนางยียวนกวนประสาทครั้งแล้วครั้งเล่า ใช้ไม้เด็ดทุกข์ตรมใส่ร้าย

หากมิใช่เขาย้อนนึกถึงหว่านอี๋ก่อนตายที่ร่ำร้องอ้อนวอน นางคงถูกโบยตายแล้วถ่วงน้ำไปนานแล้ว ทว่าบัดนี้นางกลับยังกล้าด่าเขาเสียอีก

เซี่ยหวยจือปะทะกับดวงตาแดงก่ำที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันของนาง ก็รู้สึกโทสะแล่นทะลักขึ้นหัว มันคือนางที่มั่วสุมแล้วปีนป่ายเข้ามา อาจหาญยังมีหน้ามากู่ร้องอีก

เขาสะบัดแขนเสื้อ กล่าวเสียงเข้มเย็น “สัตว์ที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ใครก็ได้ พาฮูหยินไปขังไว้ในหอบรรพชน!”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com