เขาเห็นอันฉีแล้วขมวดคิ้วแน่น จนหว่างคิ้วปรากฏรอยลึกเป็นรูปขีดตั้งสามเส้นเรียงกัน
“นี่ไม่ใช่อันฉีจากตระกูลโปหลู่ซื่อหรือ?”
“เหตุใดเขาถึงลงมือหนักเช่นนี้อีก ช่างทำบาปเหลือเกิน”
ซูซานวางอันฉีลงบนโซฟา น้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม “คราวนี้คงทุบอันฉีจนเกือบตายแล้ว”
“ดูสิ เลือดบนศีรษะจับตัวเป็นก้อนหมดแล้ว”
“รีบไปตามมาร์ตินเฒ่ามาที ขอให้เขามาดูอาการหน่อย”
มาร์ตินเฒ่าเป็นชายชราในหมู่บ้านที่พอรู้เรื่องสมุนไพรและวิชาแพทย์พื้นฐาน หากบ้านไหนปวดหัว ตัวร้อน หรือบาดเจ็บจากการหกล้มก็มักไปหาเขา
บาดแผลคราวนี้ไม่ใช่แค่ล้าง ๆ เช็ด ๆ ก็จะหายได้
ในบ้านของซูซาน เด็กหลายคนที่พากันมามุงมีความคิดแตกต่างกันไป
บางคนสงสารอันฉี บางคนกลับรังเกียจนาง
แต่ตอนที่พ่อแม่ของตนกำลังหารือกัน พวกเขาต่างก็ไม่เข้าไปขัดจังหวะ
เจมไม่ได้ขยับ เขายืนอยู่กับที่ สายตาเลื่อนจากอันฉีไปยังใบหน้าเปี่ยมกังวลของซูซาน
เขาเงียบไปหลายวินาที ลูกกระเดือกขยับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ซูซาน ข้ารู้ว่าเจ้าคิดจะช่วยนาง”
“แต่...เจ้าดูบ้านเราสิ”
เขายื่นมือชี้ไปทางโต๊ะอาหาร
บนโต๊ะมีข้าวต้มผักป่าที่ซูซานทำกับขนมปังดำอีกสองสามก้อน
เจมเม้มริมฝีปาก “ชีวิตของพวกเราเองก็แทบจะประทังปากท้องไม่ไหว”
“พอฤดูใบไม้ผลิมาถึง ก็ต้องใช้เงินซื้อเมล็ดพันธุ์ แล้วยังต้องจ่ายภาษีให้พวกขุนนางอีก”
“โปหลู่ซื่อเป็นคนอย่างไร เจ้าย่อมรู้ดีกว่าข้า”
“เขาก็เป็นแค่คนขี้เกียจที่รู้จักแต่ดื่มเหล้า!”
“ตอนนี้เจ้าพานางกลับมา ทั้งต้องเชิญหมอ ใช้ยา แล้วยังต้องให้อาหาร ค่าใช้จ่ายพวกนี้โปหลู่ซื่อไม่มีทางออกให้แน่!”
คำพูดของเจมหนักอึ้งดุจศิลาที่กระแทกลงกลางใจซูซานทีละคำ
เขาพูดความจริง ในหมู่บ้านหลู่วาอันแร้นแค้น ธัญพืชทุกเมล็ดล้วนล้ำค่ายิ่ง
บ้านของพวกเขาไม่อาจจ่ายเงินส่วนนี้เพิ่มได้จริง ๆ
ซูซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องมองใบหน้าเจม
เจมไม่ใช่คนเลว มิฉะนั้นคงไม่ยอมให้ซูซานนำอาหารไปให้อันฉีอยู่เป็นประจำ
แต่คราวนี้ต้องเชิญหมอมาจ่ายยา ค่าใช้จ่ายย่อมไม่ใช่แค่อาหารหนึ่งหรือสองคำอีกแล้ว
ซูซานไม่ได้โกรธที่เจมปฏิเสธ เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เจม สิ่งที่เจ้าพูด ข้าเข้าใจทั้งหมด”
“แต่เจม เจ้าดูเด็กคนนี้สิ”
“นางเพิ่งอายุ 6 ขวบ จะต้องมาตายเช่นนี้หรือ?”
“เทพธิดาย่อมไม่โปรดศาสนิกชนที่ยืนมองชีวิตดับสูญต่อหน้าต่อตา แต่กลับนิ่งดูดาย”
“เจม เจ้าอยากให้เทพธิดารังเกียจหรือ?”
เจมเม้มปากจนซีดเผือด เขาหลบสายตาซูซานแล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง
ซูซานยื่นมือไปกุมมือเจมเบา ๆ “เจม พวกเราช่วยนางแค่ครั้งนี้เถอะ”
“เชิญมาร์ตินเฒ่ามาดูอาการ ให้อาหารนางสักหน่อย ช่วยให้นางพ้นจากช่วงวิกฤตนี้ไปก่อน”
“พอนางฟื้นแล้วค่อยให้นางไป ดีหรือไม่?”
ซูซานมองเจมด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง ส่วนในใจเจมกลับสับสนปนเป
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยอย่างยอมจำนน “ก็ได้ ข้าจะไปตามมาร์ตินเฒ่าเดี๋ยวนี้”
“เจ้าช่วยเช็ดตัวให้นางไปก่อนเถอะ”
ซูซานยิ้มน้อย ๆ “เจม เทพธิดาต้องโปรดพวกเราแน่”
เจมขานรับเบา ๆ แล้วหยิบเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างประตู ก่อนรีบร้อนออกไป
ซูซานรีบบอกเด็ก ๆ หลายคน “รีบไปตักน้ำจากห้องครัวมา แล้วไปหาผ้าสักผืนในห้องด้วย”
“พวกเราจะเช็ดตัวให้อันฉีให้สะอาดก่อน เดี๋ยวจะได้ทายาให้นาง!”
เด็กโตสองคนรีบไปทำตามทันที
มีเพียงลูกชายคนเล็กของซูซานที่หงุดหงิดไม่พอใจจนปากยื่น เห็นได้ชัดว่าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ซูซานนำผ้าไปชุบน้ำในอ่างแล้วบิดจนหมาด ก่อนค่อย ๆ ยกเสื้ออันฉีขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อเช็ดตัวให้นาง
ลูกชายทั้งสองของซูซานหันหลังให้ ไม่มองทางนี้
ส่วนลูกสาวเห็นบาดแผลของอันฉีแล้วก็ร้องอุทาน “โอ้ สวรรค์ ช่างโหดร้ายเหลือเกิน”
ใต้เสื้อผ้า ผิวขาวผ่องเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำและรอยบวมแดง ดูก็รู้ว่าถูกตีอย่างหนัก
แผลเก่าซ้อนทับแผลใหม่ ทำให้ซูซานกับลูกสาวเห็นแล้วน้ำตาไหล
หลังซูซานเช็ดตัวให้อันฉีและจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เจมก็พามาร์ตินเฒ่ามาถึงพอดี
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะถูกผลักเปิด เจมหอบหายใจเล็กน้อย พอเข้ามาก็ทรุดนั่งบนเก้าอี้พักเหนื่อย
มาร์ตินเฒ่าที่ตามหลังเขาเข้ามามองอันฉีทันที
เมื่อซูซานเห็นมาร์ตินเฒ่ามาถึง ก็รีบลุกหลีกทาง “ท่านมาร์ติน รีบมาดูอันฉีทีเจ้าค่ะ”
มาร์ตินเฒ่าพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินไปหาอันฉีทันที
พอเห็นอาการของอันฉีชัด ๆ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที
เขาไม่พูดอะไร เพียงวางหีบยาไว้บนเก้าอี้ข้าง ๆ อย่างระมัดระวังก่อน
จากนั้นยื่นมือกดซี่โครงของอันฉีเบา ๆ เพื่อตรวจดูว่ามีรอยหักหรือไม่
ตรวจซี่โครงเสร็จก็ตรวจขาและเท้า สุดท้ายจึงตรวจศีรษะซึ่งบาดเจ็บหนักที่สุด
เมื่อตรวจเสร็จ มาร์ตินเฒ่าก็กัดฟันกรอด “เดรัจฉาน!”
“โปหลู่ซื่อ ไอ้เดรัจฉานสมควรตายนั่น!”
“มันกล้าดีอย่างไร...กล้าลงมือโหดเหี้ยมกับเด็กคนหนึ่งเช่นนี้ได้อย่างไร?!”
ซูซานถามอย่างร้อนใจ “ท่านมาร์ติน อันฉีเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
มาร์ตินส่ายหน้า ถอนหายใจแล้วตอบว่า “บาดแผลจากการกระแทกที่ศีรษะรุนแรงมาก ส่วนบาดแผลตามตัวส่วนใหญ่เป็นแค่แผลเนื้อ”
“แผลบนศีรษะอันตรายอย่างยิ่ง หากหนักกว่านี้อีกเพียงนิดเดียวก็คงไม่รอดแล้ว”
ซูซานกับคนอื่น ๆ พากันสูดลมหายใจเฮือก พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าสักวันโปหลู่ซื่อจะเอาชีวิตอันฉี
หลังตกตะลึง ซูซานก็รีบกล่าวอย่างศรัทธา “โอ้ เทพธิดาโปรดคุ้มครองอันฉีผู้น่าสงสารด้วยเถิด”
มาร์ตินเฒ่าข่มเพลิงโทสะในใจ ก่อนเปิดหีบยา
ภายในหีบยาจัดวางข้าวของต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ ซูซานมองแวบหนึ่งก็รู้จักผ้าพันแผล
มาร์ตินเฒ่าหยิบยาขี้ผึ้งกระปุกหนึ่ง ซึ่งทำจากไขมันสัตว์ผสมสมุนไพรออกมา แล้วหยิบผ้าพันแผลสะอาดอีกหลายผืน “ข้าจะทำความสะอาดบาดแผลให้นางก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเน่าและเป็นหนอง”
“จะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเองแล้ว”
ซูซานเห็นมาร์ตินเฒ่าจะจัดการบาดแผลบนศีรษะของอันฉี จึงรีบช่วยประคองนางให้ลุกขึ้นพิงตัวเอง
ก่อนหน้านี้ซูซานกลัวเผลอไปโดนแผลบนศีรษะของอันฉี จึงไม่ได้เช็ดล้างศีรษะให้นาง
มาร์ตินเฒ่าให้เปลี่ยนน้ำในอ่าง แล้วลงมือบิดผ้าเช็ดแผลด้วยตนเอง
อันฉีที่หมดสติรู้สึกเจ็บขึ้นมา ร่างกายจึงสั่นน้อย ๆ
เมื่อมาร์ตินเฒ่าสังเกตเห็น มือที่กำลังลงมือก็เบาลงกว่าเดิม
หลังทำความสะอาดแผลแล้ว มาร์ตินเฒ่าก็ทายาขี้ผึ้งให้อันฉีอย่างละเอียด
จากนั้นใช้ผ้าพันแผลสะอาดพันแผลบนศีรษะของนางไว้
ต่อมาเขาหยิบห่อยาสมุนไพรที่ห่อไว้อย่างดีสองห่อออกจากหีบยา แล้วยื่นให้ซูซาน “ห่อใหญ่เอาไปต้มเป็นยา แล้วหาทางป้อนให้นางกิน”
“ห่อเล็กใช้พอกภายนอก พรุ่งนี้ตอนเปลี่ยนยาค่อยใช้”
ซูซานรีบรับด้วยสองมือ แล้วพยักหน้ารัว ๆ “ข้าจำไว้แล้ว ขอบพระคุณท่านเจ้าค่ะ ท่านมาร์ติน!”
มาร์ตินเฒ่ามองซูซานที่เปี่ยมความซาบซึ้ง แล้วมองเจมที่มีสีหน้าเงียบขรึม
เขาถอนหายใจในใจ ก่อนเก็บหีบยาอย่างเงียบ ๆ
พอปิดฝาหีบยา ซูซานก็รีบหันกลับเข้าไปในห้องเพื่อหากระปุกดินเผาที่เก็บเงินไว้