เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วไม่เห็นใคร อันหรานก็รีบหักต้นหนามใหญ่ในมือ ก่อนขยำรวมกันแล้วอัดใส่เป้สะพายหลัง
จากนั้นก็เร่งฝีเท้ากลับทันที
ตอนนี้เธอแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว แถมของในเป้ยังมีค่ามาก ไม่ควรอยู่กลางป่านานเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจเรียกปัญหาที่ไม่จำเป็นเข้ามา
แต่เดินไปได้ไม่ไกล เสียงฝีเท้าอึกทึกก็ดังตรงมาทางนี้
อันหรานใจหายวาบ รีบหลบหลังต้นหญ้ายักษ์ต้นหนึ่ง
เธอแอบมองผ่านช่องว่างระหว่างใบกว้างไปยังต้นเสียง เห็นคนกลุ่มหนึ่งในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งกำลังวิ่งไปทางที่เธอเพิ่งเก็บสมุนไพรมา ราวกับพบสมบัติล้ำค่าเข้าให้
อันหรานค่อยโล่งอก พอคนกลุ่มนั้นเดินห่างออกไป เธอก็รีบจากมา
ประสบการณ์ใช้ชีวิตในแดนรกร้างตลอด 8 ปีบอกเธอว่า อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น และอย่าคิดแย่งอะไรจากมือคนอื่น ไม่อย่างนั้นได้ตายอนาถแน่
แม้แต่ตอนกลับก็ต้องระวังแล้วระวังอีก ทุกคนที่เดินผ่านอาจลงมือกับเธอได้ทั้งนั้น
อันหรานเดินฝ่าดงร้างอย่างระมัดระวัง ดวงตาคอยสอดส่องรอบตัวอยู่ตลอด
ทันใดนั้น มือผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ก็ยื่นออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง คว้าเป้ของเธอไว้แน่น
อันหรานสะดุ้ง รีบถอดเป้ออกแล้วหมุนตัวพุ่งสวนกลับไป มีดสั้นในมือแทงเข้าที่ต้นแขนของชายที่ลอบโจมตี
“อ๊าก!” ชายคนนั้นร้องโหยหวน เผลอปล่อยมือจากเป้โดยไม่รู้ตัว
อันหรานฉวยโอกาสคว้าเป้กลับมา แล้วเตะอีกฝ่ายซ้ำเข้าไปหนึ่งที
แรงเตะของเธอหนักหน่วง ส่วนชายคนนั้นก็ผอมแห้งอ่อนแอ ร่างจึงกระเด็นไปไกลในพริบตา
ชายคนนั้นเห็นว่าลอบโจมตีไม่สำเร็จก็เลิกคิดทันที ไม่สนใจความเจ็บที่ต้นแขน ใช้ทั้งมือทั้งเท้าคลานหนีเข้าไปใต้พุ่มหนามใกล้ ๆ อย่างรวดเร็ว
หนามแหลมของพุ่มนั้นคมราวกับเข็มเหล็ก แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ นับว่าใจเด็ดไม่น้อย
อันหรานไม่โง่พอจะตามเข้าไป เธอแค่นเสียงเย็นชา หิ้วเป้แล้วหันหลังเดินจากไป
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ตลอด 8 ปีก่อนหน้านี้เธอเจอมานับครั้งไม่ถ้วน
จากตอนแรกที่ถูกแย่งของ จนค่อย ๆ เริ่มตอบโต้ เธอใช้เวลาอยู่ 6-7 ปี
ต่อมาเธอตื่นพลังพิเศษ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นไม่น้อย จากเดิมที่มีค่าสภาพร่างกาย 5 และพละกำลัง 3 เป็นแค่ตัวกระจอก ค่อย ๆ พัฒนาจนล้มผู้ชายธรรมดาได้ด้วยตัวคนเดียว
แต่ก็ทำได้แค่กับคนธรรมดาเท่านั้น
ถ้าเจอผู้มีพลังพิเศษคนอื่น เธอก็ยังรับมือไม่ไหวอยู่ดี เพราะพลังที่เธอตื่นขึ้นมาคือทักษะเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นพลังสนับสนุนการใช้ชีวิต ค่าคุณสมบัติทุกด้านของเธอต่ำกว่าพวกผู้มีพลังด้านพละกำลังหรือความเร็วมาก
อันหรานวิ่งสุดฝีเท้าตลอดทาง ต่อให้เหนื่อยจนหอบแฮ่กก็ไม่กล้าหยุดพัก
ตอนนั้นเองเธอถึงตระหนักว่า การเพิ่มความเร็วเป็นเรื่องเร่งด่วน
คราวนี้เธอโชคดี คนที่ลอบโจมตีมีแค่คนเดียว แถมยังเป็นไอ้กระจอกที่ใกล้อดตายเต็มที
ถ้ามีสักสองสามคนรุมเล่นงานเธอพร้อมกัน เธอคงตายแน่
ผ่านไปสิบกว่านาที ในที่สุดก็เริ่มมองเห็นตึกดินของค่ายพักอยู่ไกล ๆ อันหรานถึงค่อยวางใจ
พอเดินเข้าลานค่ายพัก ก็เห็นคนมารวมตัวกันอยู่มาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ออกไปเก็บของในแดนรกร้างแล้วกลับมา หลายคนเป็นหน้าเก่าที่คุ้นตา
อันหรานยังไม่คิดเข้าไปทักใคร เธอตรงกลับไปยังห้องเล็ก ๆ ที่เช่าไว้
ปิดประตูให้เรียบร้อย ถอดหมวกนิรภัยกับชุดป้องกันออก เสื้อผ้าข้างในชุ่มเหงื่อไปหมดแล้ว
เธอนอนหงายพักอยู่บนเตียงเล็กนานมาก ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วคิดว่าจะจัดการต้นหนามใหญ่ในเป้อย่างไร
เอาไปแลกกับค่ายพักคงไม่คุ้ม แต่ถ้าต้องกลับเข้าเมืองเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ ดูจะยุ่งยากกว่าเดิม
เพราะขบวนกลับเมืองก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน พวกอาชญากรไร้ศีลธรรมที่ยอมเสี่ยงทุกอย่างมักดักปล้นรถบรรทุกที่มุ่งหน้าเข้าเมือง
คนที่กลับเข้าเมืองล้วนเป็นแกะอ้วน ๆ กระเป๋าเป้ของใครบ้างที่ไม่มีของรางวัลจากการเก็บกวาดอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด?
ช่างเถอะ เอาไปแลกกับค่ายพักก็แล้วกัน
วิ่งไปวิ่งมาเสียเวลาอันมีค่าเปล่า ๆ
เธอยังอยากเพิ่มระดับให้เร็วด้วย ไม่อย่างนั้นไม่มีแต้มคุณสมบัติเพิ่มเลยสักแต้ม ก็ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
อันหรานเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแห้ง จะได้ไม่เป็นหวัด
จากนั้นก็สวมหน้ากากแล้วสะพายเป้ขึ้นหลัง
เธอลงไปที่โถงแลกเปลี่ยน ต่อคิวรออยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ถึงคิวตัวเอง
จุดแลกเปลี่ยนแต่ละแห่งมีฉากกั้น คล้ายห้องกระจกของตู้ฝากเงินอัตโนมัติในธนาคาร ช่วยให้ผู้มาแลกได้รับความเป็นส่วนตัวและรู้สึกปลอดภัยที่สุด
เพียงแต่คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งของช่องแลกเปลี่ยนเป็นเจ้าหน้าที่ของฐานที่มั่น
อันหรานนั่งลง เทผักจี้ไฉทั้ง 9 กำออกจากเป้ วางรวมกันแล้วหนักทั้งหมด 9 ชั่ง ใช่แล้ว กำละ 1 ชั่ง ก่อนจะยัดทั้งหมดเข้าไปในช่องแลกเปลี่ยน
เจ้าหน้าที่เห็นผักจี้ไฉที่มีสภาพสมบูรณ์เรียบร้อยจำนวนมากขนาดนั้น ก็ถึงกับชะงักไป
พืชกินได้ที่เก็บมาได้จากที่ไหนจะเรียบร้อยขนาดนี้? ดูราวกับผลิตออกมาจากสายพานในโรงงานเลยทีเดียว เหลือเชื่อจริง ๆ
เจ้าหน้าที่หยิบเครื่องตรวจเฉพาะทางมาวัดทีละกำ แล้วเด็ดใบออกมานิดหนึ่งใส่ปากชิม พูดด้วยความอิจฉาไม่น้อยว่า “คุณนี่โชคดีจริง ๆ”
ในฤดูกาลนี้ หาผักใบอ่อนจำนวนมากขนาดนี้ได้ยากจริง ๆ เพราะผักป่ากลายพันธุ์ส่วนใหญ่โตจนแก่แล้ว ทั้งแข็งทั้งเหนียว แถมยังขมจัด กินไม่ได้เลย
ต่อให้ค่ามลพิษต่ำ ความขมก็หมายถึงมีพิษ กินเข้าไปก็ถึงตายได้เหมือนกัน
แต่ผักจี้ไฉที่เธอเอามานั้นไม่ขม แถมยังสดอ่อนมาก ค่ามลพิษมารก็ไม่สูง นับว่าหาได้ยากจริง ๆ
แต่ถึงจะหายากแค่ไหน ก็ต้องรับซื้อตามมาตรฐานของฐานที่มั่น เจ้าหน้าที่หยิบตารางราคาขึ้นมา แล้วแจ้งราคาตามดัชนีมลพิษและเกณฑ์ประเมิน
“พวกนี้มีมลพิษระดับปานกลาง ที่นี่รับซื้อชั่งละ 10 คะแนน”
อันหรานเบ้ปาก ถามเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “แล้วแท่งอาหารเสริมที่นี่ราคาแท่งละกี่คะแนน?”
เธอจำได้ว่าผักใบเขียวที่มีดัชนีสามสิบกว่า ๆ แลกได้ชั่งละ 15 คะแนน ต่อให้สภาพแย่ที่สุดก็ยังได้ชั่งละ 12 คะแนน แต่พอมาถึงที่นี่กลับหั่นราคาไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์
“18 คะแนน” เจ้าหน้าที่ตอบ
แพงกว่าฐานที่มั่นอีก 3 คะแนน
อันหรานกุมขมับ โบกมือไปมา “เข้าใจแล้ว คิดเงินเถอะ”
“รวม 90 คะแนน โอนเข้าบัญชีของคุณเลยไหม?” เจ้าหน้าที่ถาม
อันหรานพยักหน้า ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นสแกน ไม่นาน 90 คะแนนก็เข้าบัญชี
จากนั้นเธอหยิบต้นหนามใหญ่ที่ขยำเป็นก้อนโตออกมา วางไว้ตรงช่องแลกเปลี่ยน “นี่คือต้นหนามใหญ่กลายพันธุ์ระดับ 4 คุณคิดว่าแลกได้กี่คะแนน?”
“ต้นหนามใหญ่กลายพันธุ์ระดับ 4?”
เจ้าหน้าที่เบิกตากว้าง รีบหยิบเครื่องมือออกมาตรวจ
“เป็นต้นหนามใหญ่กลายพันธุ์ระดับ 4 จริงด้วย ดัชนีแค่ 68 เองเหรอ?”
เขาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที รีบเรียกเพื่อนร่วมงานมาช่วยกันตรวจ กลัวว่าตัวเองจะดูผิดแล้วให้คะแนนเกินไป เงินเดือนน้อยนิดของเขาคงชดใช้ไม่ไหว
หลังตรวจซ้ำอีกครั้งและยืนยันว่าไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่ก็แจ้งราคา “ที่นี่รับซื้อสมุนไพรกลายพันธุ์ระดับ 4 กรัมละ 2 คะแนน ของคุณหนักทั้งหมด 2,252 กรัม จะแลกไหม?”
โห หั่นราคาไปเกินครึ่งเลยนะ
“ไม่แลก ราคาต่ำเกินไป!” อันหรานเอื้อมมือไปดึงต้นหนามใหญ่กลับมา ทำท่าจะเดินออกไป
เจ้าหน้าที่อีกคนที่ดูเหมือนหัวหน้ารีบร้องเรียกเธอไว้ “เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งไปสิ นั่งก่อน ๆ สาวน้อย ใจร้อนอะไรขนาดนั้น มีอะไรไม่พอใจก็ค่อย ๆ คุยกันได้”
อันหรานนั่งกลับลงไปตามน้ำ พูดเสียงเย็นชาว่า “จะคุยอะไรกัน? ดัชนีของต้นหนามใหญ่ฉันอยู่ที่ 68 เป็นค่าระดับปานกลาง พวกคุณจะใช้ราคาระดับสูงมาหลอกฉันได้ยังไง? คิดว่าฉันโง่หรือไง?”
อย่างน้อยเธอก็เรียนหนังสือมาหลายปี คุณค่าของพืชกลายพันธุ์เป็นเนื้อหาที่ต้องเรียนในห้องเรียนอยู่แล้ว
คิดจะหลอกเธอหรือ ฝันไปเถอะ
เจ้าหน้าที่ที่ดูเหมือนหัวหน้ายิ้มเจื่อน ๆ “ขอโทษ ๆ เสี่ยวหลี่เพิ่งมาใหม่ ยังไม่ชำนาญงาน เลยคิดราคาผิด เอาอย่างนี้ ให้ผมช่วยแลกให้คุณเอง”
พูดจบเขาก็เบียดเสี่ยวหลี่ออกไป นั่งลงแทน แล้วยิ้มแฉ่งให้อันหราน “ต้นหนามใหญ่กลายพันธุ์ระดับ 4 ที่มีค่าระดับปานกลางกับระดับสูงราคาต่างกันจริง ๆ ผมเห็นว่าของคุณคุณภาพดี จะขออนุมัติให้กรัมละ 6 คะแนน คุณว่าไง?”
เห็นสาวน้อยไม่พูดอะไร หัวหน้าก็พูดต่อว่า “นี่เป็นราคาสูงสุดของที่นี่แล้ว เท่ากับราคาภายในของฐานที่มั่น ต่อให้คุณเอากลับไปที่ฐานที่มั่น ก็ไม่ได้ราคาสูงกว่านี้หรอก”
อันหรานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ายอมรับ “ก็ได้ ฉันตกลง”
พูดแล้วเธอก็ส่งต้นหนามใหญ่กลับเข้าไปในช่องแลกเปลี่ยน
หัวหน้าดีใจมาก แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออก รีบคิดเงินให้อันหรานทันที
ไม่นาน นาฬิกาข้อมือของอันหรานก็แจ้งเตือนว่ามี 13,512 คะแนนเข้าบัญชี
เห็นคะแนนมากมายขนาดนั้น อันหรานก็แทบกระโดดโลดเต้นอยู่ในใจ
แค่กิ่งเดียวก็แลกได้ตั้งมากมาย ถ้าเธอเก็บทั้งต้นกลับมา ไม่รวยเละเลยหรือไง?
