หมอเก็บสมุนไพรแห่งโชคชะตา: เด็กหญิงที่เก็บได้คือจักรพรรดินี

บทที่ 5 ในนามบุตรบุญธรรม แท้จริงคือบ่าวรับใช้!

7 นาที· 1.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ภายในโรงยาซื่อหลิน เฉินหวยอันยื่นถั่งเช่าสีม่วงต้นหนึ่งออกมา ส่งให้หลินเสียงด้วยความเคารพ

หลินเสียงไม่ขยับ ยังคงจ้องมองเฉินหวยอันเขม็ง ราวกับเห็นเป็นเหยื่อ

“ก่อนหน้านี้ข้ากับพ่อของเจ้าก็สนิทกันดี พ่อเจ้าจากไป ข้าเองก็เศร้าใจยิ่งนัก!”

หลินเสียงเอ่ยวาจา แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มจาง ๆ แววตาเคลือบแคลง

“ชื่อไท่ต้านไม่เพราะเลย ข้าจำได้ว่าเจ้าอยู่ลำดับหก เช่นนั้นจะเรียกเจ้าว่าเฉินอาหลิวก็แล้วกัน!”

มารดาของเฉินหวยอันในชาตินี้ร่างกายอ่อนแอและป่วยบ่อย คลอดบุตรเสียเลือดมาก สุดท้ายรักษาไม่ทันสิ้นใจ บิดาก็ไม่มีเงินหาเมียใหม่ เฉินหวยอันจึงเป็นบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของบ้าน

อย่างไรก็ตาม ตามธรรมเนียมหมู่บ้านตระกูลเฉิน การจัดลำดับในครอบครัวนับรวมชายรุ่นเดียวกันทั้งหมดในตระกูล

เดิมทีหมู่บ้านตระกูลเฉินก็เคยมีสมาชิกคับคั่ง เมื่อหลายสิบปีก่อนขุดคลองส่งน้ำและถูกเกณฑ์แรงงาน ตายไปมากมาย ศพคนพวกนั้นถึงขั้นถูก “ทิ้ง” ไว้ในคลอง

หลังจากเหตุการณ์นั้น หมู่บ้านตระกูลเฉินก็ทรุดโทรมลง มาถึงรุ่นของเฉินหวยอัน คนหนุ่มสาวทั้งหมู่บ้านยังนับรวมกันไม่ถึงร้อย ยังต้องนับพวกที่มาจากนอกหมู่บ้าน

“ท่านนายท่าน…”

“อย่าเรียกข้าว่านายท่าน เรียกว่าอาหลินก็พอ!”

เฉินหวยอันดูไม่ออกว่าชายชราคนนี้คิดอะไรอยู่ แต่ก็ยังระวังตัวอย่างเต็มที่

“ท่านอาหลิน มีเรื่องอันใดก็สั่งมาเถิด อาหลิวนอกจากจะเก็บสมุนไพรได้นิดหน่อย ก็ไม่มีฝีมืออื่นใดแล้ว!”

“แถบรอบนอกภูเขาฝูหลง นอกจากต้นไม้แล้วจะมีสมุนไพรสักกี่มากน้อย? ยังเป็นคนเก็บสมุนไพรต่อไป มีแต่จะอดตาย! พ่อเจ้าคงเคยเล่าให้ฟังว่า ข้าไร้บุตรสืบสกุล คราก่อนได้หารือกับพ่อเจ้า จะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม เพียงแต่พ่อเจ้าจากไปกะทันหัน ยังไม่ได้ตกลงให้แน่ชัด!”

ได้ฟังคำของหลินเสียง เฉินหวยอันก็มีความทรงจำเลือนรางผุดขึ้นในหัว เรื่องนี้บิดาของเขาเคยเอ่ยถึงมาก่อน

สำหรับคนอย่างหลินเสียงที่ขึ้นทะเบียนเป็นทาสแล้ว ไม่มีสิทธิ์ซื้อทาส รวมถึงพวกสามัญชนก็ไม่มีสิทธิ์เช่นกัน อย่างไรก็ดี พวกเขามีช่องโหว่อยู่ นั่นคือการรับบุตรบุญธรรม

แม้หลินเสียงจะไม่มีบุตร แต่น้องชายยังมีหลานชายอยู่ ต่อให้หลายปีมานี้เก็บหอมรอมริบมาได้บ้าง สุดท้ายก็ต้องยกให้หลานชายคนนั้น บุตรบุญธรรมอย่างเฉินหวยอัน แท้จริงก็คือทาสรับใช้ในบ้านนั่นเอง

ฐานะของเขาในตระกูลหลิน ต่อให้สูงส่งเพียงใด ก็ยังเป็นแค่บ่าว จะพูดให้ตายก็ยังเทียบสุนัขในตระกูลหลินไม่ได้ด้วยซ้ำ วันใดนายท่านตระกูลหลินอารมณ์ไม่ดี หลินเสียงคนนี้จะตายอย่างไรก็ไม่รู้ หากเป็นบุตรบุญธรรมของเขา สู้ขึ้นทะเบียนทาสโดยตรงเสียยังดีกว่า เฉินหวยอันย่อมไม่ตกลง

“ท่านอาหลิน พ่อข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ขอผัดผ่อนสักระยะ รอให้จัดการเรื่องในบ้านเสร็จเรียบร้อย จะมาเป็นบุตรบุญธรรมคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย!”

“นี่…”

หลินเสียงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็เห็นว่าคำพูดของเฉินหวยอันมีเหตุผล

“ก็แล้วไป รอให้พ้นฤดูหนาวนี้ ค่อยว่ากันอีกทีก็ไม่สาย!”

สำหรับสถานการณ์ของเฉินหวยอันและบิดา หลินเสียงก็ได้สืบเสาะมาแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่เสนอเรื่องรับบุตรบุญธรรม หากไม่มีอะไรผิดพลาด บ้านของพวกเขาคงประคองตัวข้ามฤดูหนาวนี้ไปไม่ได้ รอให้เขาไม่มีทางออกแล้ว ตนจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างก็จะราบรื่นเป็นธรรมดา

คิดได้ดังนี้ หลินเสียงจึงรับสมุนไพรจากมือเฉินหวยอัน

“ถั่งเช่าสีม่วง? ไม่ได้เห็นมานานแล้ว… ยังเป็นของห้าปีอีก? เจ้าไปเขาหลงจ่าวหลิ่งงั้นหรือ?” หลินเสียงมองเฉินหวยอันด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

ภูเขาฝูหลงทอดตัวยาวแปดร้อยลี้ มียอดเขามากกว่า 30 ลูก

คนเก็บสมุนไพรทั่วไปกล้าเก็บเพียงแถบชายขอบสุดเท่านั้น อันที่จริงแล้วเลยเขาหลงจ่าวหลิ่งไปจึงนับว่าเข้าสู่ภูเขาฝูหลง เพียงแต่ที่นั่นสัตว์ร้ายเกลื่อนกลาด ต่อให้มีวิชาฝีมือติดตัวอยู่บ้าง ก็ยังเป็นเรื่องที่เสี่ยงตายเก้าส่วนรอดส่วนเดียว

ด้วยพลังฝีมือของเฉินหวยอันในตอนนี้ ย่อมไม่กล้าล้ำเข้าไปในเขาหลงจ่าวหลิ่ง

“เลยเขาหลงจ่าวหลิ่งไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เข้าไปลึกนัก โชคดีที่เก็บสมุนไพรต้นนี้ได้ แล้วก็รีบวกกลับทันที!”

“อาหลิวเอ๋ย! ช่างเป็นวัวน้อยไม่กลัวพยัคฆ์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นั่นอันตรายเพียงใด?”

“ครั้งหน้าคงไม่กล้าอีกแล้ว!”

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิต ชีวิตสิ้นแล้ว ต่อให้เจ้าเก็บสมุนไพรมีค่าแค่ไหน ก็เอาตัวกลับมาไม่ได้!”

“ถั่งเช่าสีม่วงต้นนี้อายุปีดี แต่มันก็มีค่าแค่ 400 เฟิน เมื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์กับพ่อเจ้า และที่อีกไม่นานเจ้าจะเป็นบุตรบุญธรรมข้า แล้วให้เจ้า 450 เฟินก็แล้วกัน!”

หลินเสียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจกว้างนัก ทว่าฉินหวยอันเคยได้ยินบิดาเล่าว่า ถั่งเช่าสีม่วงห้าปีนี้ อย่างน้อยก็ควรได้ 500 เฟิน หากเป็นราคาขายของโรงยาซื่อหลิน ช่วงสูงสุดอาจถึง 1 ตำลึงเงิน นั่นก็คือ 1,000 เฟิน

“ขอบคุณท่านอาหลิน!”

เฉินหวยอันเก็บเหรียญทองแดงไม่ถึงครึ่งกวนอย่างระมัดระวัง แล้วถอยออกจากโรงยาซื่อหลิน

“ครืดคราด…”

“หิวแล้วหรือ? ข้าไม่เห็นรู้สึกเลย!”

เฉินหวยอันลูบท้องตัวเอง ตอนเช้ากินไม่มาก แต่วันนี้เดินทางน้อยด้วย เป็นทางราบล้วน ๆ ไม่เปลืองแรงเหมือนทางภูเขา

“ครืดคราด…”

มีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง เฉินหวยอันหันหลังไปมอง กลับพบว่าเสียงมาจากในข้องอสมุนไพร

“เจ้าตัวเล็กนี่ ตอนเช้าเพิ่งกินขนมปังกรอบแช่น้ำไปตั้งสองชิ้น!”

“นี่คงเลี้ยงไม่ไหวแล้ว!”

เฉินหวยอันยิ่งรู้สึกว่าเด็กทารกหญิงนี้ผิดปกติ นอกจากจะกินเก่งมากแล้ว ยามปกติก็สงบนิ่งยิ่ง ไม่ร้องไห้ไม่งอแง มันดูไม่เหมือนเด็กทารกเลยสักนิด เพราะเหตุนี้ เขาจึงยิ่งให้ความสำคัญ

“ยังมีบัวเก้าใบอีกสองต้น ถ้าเอาไปขายให้โรงยาตระกูลหลิน จะเป็นที่สะดุดตา และก็อธิบายไม่ได้ ทว่ากลับขายลับไม่ได้…”

“ช่างเถอะ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป หาที่ให้เจ้าตัวเล็กเติมท้องก่อนเถิด! ตามข้ามานานขนาดนี้ ยังไม่ได้กินมื้อดี ๆ สักมื้อ!”

เฉินหวยอันเดินไปบนถนนใหญ่อยู่นาน ร้านสุรา โรงเตี๊ยมมากมายจนตาลาย แต่ที่สำคัญกว่าคือราคานั้น เหรียญครึ่งกวนของตนคงซื้อได้แค่ข้าวเปล่าหนึ่งถ้วยกับผักดองสองอย่างเท่านั้น ต้องรู้ว่านี่คือเสบียงอาหารเกือบหนึ่งเดือนของเขาเลยทีเดียว หากเอามาใช้หมดในคราวเดียวช่าง “ฟุ่มเฟือย” เกินไปหน่อย

“ว๊า!”

“หิว! เจ้าจะให้ข้าหิวตายรึ! แม้ข้ายังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญ แต่นี่เป็นช่วงที่ต้องเติบโต หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคงต้องสิ้นชีพจริง ๆ เสียแล้ว!”

ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกหญิง เฉินหวยอันก็อุ้มนางออกมาจากข้องอ กอดไว้ในอ้อมแขนแล้วตบเบา ๆ

“อย่าเพิ่งร้อนรน ข้าหาดูอีกสักพัก อีกเดี๋ยวก็มีของอร่อยแล้ว!”

“ข้าจะหิวตายอยู่แล้วนี่! เมื่อครู่ไม่ใช่ได้เงินมาหรือ? รีบไปซื้อของกินให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

ทารกหญิงร้องไห้โวยวายไม่หยุด ทำให้เฉินหวยอันเหงื่อท่วมหัว

“ไท่ต้าน! สมุนไพรของเจ้าขายได้แล้วหรือ?”

ทันใดนั้น ด้านหลังก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้น เป็นเสียงของเฉินเอ้อร์โกวที่เพิ่งกลับมาจากชานเมืองทิศเหนือ

“อืม! เรื่องของเจ้าก็สำเร็จแล้วหรือ?”

“สำเร็จแล้ว!” เฉินเอ้อร์โกวพยักหน้า

“เช่นนั้นเราไปหาที่ฝากท้องกันเถิด! พอดีมีเงินติดมือ ข้าเป็นเจ้าภาพ!” เฉินหวยอันกล่าว

“ได้! ข้าพอดีรู้จักที่หนึ่ง ทั้งจุทั้งถูก!”

เฉินเอ้อร์โกวเดินนำหน้า เฉินหวยอันตามไปข้างหลัง

ข้างคลองสาขาแม่น้ำชิงชวน ตรงถิ่นลำธารเน่าเหม็น คั่นอยู่ระหว่างร้านขายโลงศพกับตลาดค้าล่อ แผ่นไม้เรือผุครึ่งหนึ่งแขวนเป็นป้ายหน้าประตู มีตัวอักษรเขียนคด ๆ งอ ๆ สองสามตัวจนอ่านไม่ออก

โอ่งเหล้าดินเผาคว่ำเป็นโต๊ะ ขาเก้าอี้สี่ขามัดด้วยเชือกปอให้อยู่กับที่

มุมกำแพงกองด้วยฟางขึ้นรา มีคนขี้เมาสองสามคนขดตัวนอนกรนอยู่ในกองฟาง

“บรรยากาศสกปรกไปหน่อย แต่สุราที่นี่ไม่เลวนัก!” เฉินเอ้อร์โกวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“นี่เจ้าเรียกว่าบรรยากาศสกปรกไปหน่อยรึ?” ลั่วอวิ๋นซวงเบิกตากว้าง แทบจะไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ

กลิ่นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเหม็นจากคูน้ำเน่า กลิ่นหืนจากน้ำมันเลว และกลิ่นเปรี้ยวสาบของผ้าพันเท้าที่ไม่ได้ซักเป็นปี ๆ ต่อให้เป็นเฉินหวยอันก็แทบจะทนไม่ไหว

“เฒ่าหวัง บะหมี่หยางชุนชามสอง!” เฉินเอ้อร์โกวตะโกนบอก

ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเป็นชายชราตาเดียวขาเป๋ มีมีดสับกระดูกเหน็บอยู่ที่เอว ฝีมือกลับคล่องแคล่วว่องไว

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com