เรื่องของเมิ่งซิวหย่วนเป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ คั่นเวลาอย่างที่จี้หยางพูด เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ต่อให้หยิบยกขึ้นมาพูดอีกก็ไม่มีความหมาย
ใกล้จะถึงช่วงปฏิรูปและเปิดประเทศเข้าไปทุกที จี้หยางคิดอยู่ว่าจะอาศัยกระแสลมนี้หาเงินได้สักก้อนหรือเปล่า อย่างไรเสีย เงินยิ่งมากก็ยิ่งดี ไม่มีใครรังเกียจเงินหรอก
เจียงเหย่เห็นจี้หยางถือหนังสืออยู่ แต่ผ่านไปนานก็ยังไม่พลิกสักหน้า จึงถามว่า “คิดอะไรอยู่หรือ?”
“กำลังคิดว่าจะหาเงินก้อนใหญ่ได้ยังไง”
“คิดเรื่องนี้ทำไม บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองนี่”
“ก็จริง แต่ใครจะไม่อยากมีเงินเยอะขึ้นล่ะ”
เจียงเหย่ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้จี้หยาง แล้วกระซิบว่า “ไม่ต้องกังวลหรอก จริง ๆ แล้วบ้านเรามีเงินอยู่บ้าง ผู้ใหญ่ในบ้านทิ้งทรัพย์สินไว้ให้เราเหมือนกัน แค่บ้านเราค่อนข้างเก็บตัว ของบางอย่างไม่มีใครรู้ แม้แต่พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม แล้วก็ตงหยาก็ยังไม่รู้”
จี้หยางหันไปมองเจียงเหย่ หรือว่าตระกูลเจียงจะเป็นเศรษฐีที่ซ่อนตัวอยู่กันนะ?
“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิ ไม่ได้มีเงินก้อนโตอะไรหรอก แค่มีอยู่บ้าง ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหมว่าบรรพบุรุษของบ้านเราเคยมีบัณฑิตด้วย”
จี้หยางพยักหน้า เคยเล่าแล้ว
“ลองคิดดูสิ บ้านที่มีคนเรียนหนังสือจะไม่มีทรัพย์สินติดตัวได้ยังไง ถ้าไม่มีเงินสักนิดจะเรียนได้ยังไง สมัยก่อนต่างจากตอนนี้ การเรียนหนังสือใช้เงินมากทีเดียว แค่บ้านเราไม่ชอบอวดฐานะเท่านั้น”
เจียงเหย่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า “ต่อมาสถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้ดี ของพวกนั้นก็ถูกเก็บซ่อนจนไม่มีใครเห็น แต่ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร เป็นภาพเขียนกับอักษรวิจิตรที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ แล้วก็ของโบราณบางชิ้น”
จี้หยางไม่เคยคิดเลยว่าบ้านเจียงเหย่จะมีของพวกนี้ด้วย
