จี้ม่านคิดว่าวันนี้จี้หยางคงถูกกระทบกระเทือนจนเสียสติจริง ๆ ถึงได้เริ่มพูดจาเหน็บแนม เธอแค่นหัวเราะเบา ๆ “พี่จื้อหย่วนไม่มีทางชอบเธอหรอก เลิกฝันได้แล้ว!”
ถ้าเจียงจื้อหย่วนชอบจี้หยางจริง ชาติก่อนเขาก็คงไม่มาอยู่กับเธอหรอก
จี้หยางรวบผมที่หลุดลงมาทัดหู ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ก็พูดยากนะ ยังไงดอกไม้ในบ้านก็หอมสู้ดอกไม้ป่าไม่ได้ พี่จื้อหย่วนอาจไม่ชอบฉันก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากหาดอกไม้ป่ามาเพิ่มความตื่นเต้น ผู้ชายก็แบบนี้แหละ เจ้าชู้หน่อยจะเป็นไรไป ปกติจะตาย ใช่ไหมล่ะ”
พอได้ยินคำพูดนี้ จี้ม่านก็ใจสะดุดวูบ เรื่องนี้ก็พูดยากจริง ๆ ชาติก่อนเจียงจื้อหย่วนก็ไปมาหาสู่ระหว่างเธอกับจี้หยาง
เธอมองจี้หยางอย่างไม่แน่ใจ เพราะเมื่อครู่ร้องไห้อยู่นาน หางตาของจี้หยางจึงยังแดงระเรื่อ ปลายจมูกก็อมชมพู ผิวขาวเนียนราวกับไข่ที่ปอกเปลือกแล้ว รูขุมขนแทบมองไม่เห็น ผมทั้งหนา ดำ และเงางาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวงามโดยกำเนิด
แม้หน้าตาของจี้หยางจะไม่ใช่แบบที่นิยมกันในยุคนี้ แต่เธอรู้ดีว่าอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ใบหน้าแบบจี้หยางจะกลายเป็นความงามที่ใคร ๆ ก็ยอมรับ
ถ้าจี้หยางคิดจะลงมือกับเจียงจื้อหย่วนจริง ๆ เธอก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเจียงจื้อหย่วนจะไม่แอบนอกใจ
แต่...ก็ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้ อีกไม่นานก็ต้องลงชนบทแล้ว ต่อให้สวยแค่ไหน พอใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกหลายปี ก็ต้องถูกกรำจนกลายเป็นหญิงหน้าหมอง
ใบหน้าแห้งแตกเพราะแดด มือแดงบวมเพราะความหนาว
ถ้าทนความลำบากในชนบทไม่ไหว แล้วแต่งงานกับคนท้องถิ่นที่นั่นได้ยิ่งดี ต่อให้กลับเข้าเมืองมาแล้ว ใครจะอยากได้หญิงหน้าหมองที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วล่ะ หึ
แน่นอน เรื่องพวกนี้ยังเป็นเรื่องของอนาคต
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ จี้ม่านไม่มีทางปล่อยผ่านง่าย ๆ เธอมองใบหน้าจี้หยาง แล้วลูบแก้มตัวเองที่ยังบวมอยู่ ชาติก่อน นอกจากไม่ได้เป็นภรรยาเอกแล้ว เธอก็เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีใครกล้าตบเธอเสียที่ไหน
ตอนนี้ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย เธอไม่อยากทนอีกแล้ว ไม่แม้แต่จะหาเหตุผลมาอ้าง เธอยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นมือเข้าใส่หน้าจี้หยางทันที
จี้หยางเคยถ่ายฉากต่อสู้มาก่อน ปฏิกิริยาจึงว่องไวมาก เธอเบี่ยงตัวหลบแล้วเตะออกไป ก่อนจะร้องไห้โฮเสียงดัง พลางกำหมัดทุบหน้าอกจี้ม่านไปด้วย
ถ้าทุบที่อื่นเดี๋ยวก็มีคนสังเกตเห็น แต่ตรงนี้ทั้งเจ็บทั้งน่าอายจนพูดออกไปไม่ได้
หมัดเล็ก ๆ ทุบไม่หยุด ปากก็ยังร้องว่า “ม่านม่าน หยุดนะ อย่าตีฉัน อ๊ะ ผมฉัน เบา ๆ หน่อย เบาหน่อย อย่าตีแล้ว รีบหยุดสิ ม่านม่าน อย่าตีเลย”
เมื่อเห็นว่าเวลาใกล้พอดี ห้องนี้เก็บเสียงไม่อยู่ เรื่องที่ควรได้ยินหรือไม่ควรได้ยิน คนอื่นคงได้ยินกันหมดแล้ว จี้หยางจึงชักมือกลับ พลางขยี้ผมตัวเองให้ยุ่ง แล้วถูหน้าอีกสองสามที ดูน่าสงสารขึ้นมาทันตา
จี้ม่านถูกทุบจนตัวงอ มือทั้งสองยกขึ้นป้องหน้าอก พอเห็นจี้หยางหยุด เธอก็คิดจะเอาคืนทันที แต่ยังไม่ทันได้แตะอีกฝ่าย ประตูก็เปิดออกเสียก่อน
จี้หยางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธออาศัยแรงจากมือของจี้ม่านหันหน้าไปอีกทาง จากนั้นก็ยกมือปิดแก้ม น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ดูราวกับเด็กสาวน่าสงสารที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างหนักจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ทั้งสามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นภาพในห้องแล้วก็คิดเช่นนั้นจริง ๆ
จี้ม่านทำหน้าบิดเบี้ยว ยื่นมือไปตบหน้าจี้หยาง
ผมของจี้หยางยุ่งเหยิง มือข้างหนึ่งกุมแก้มที่ถูกตบ น้ำตายังคงไหลไม่หยุด ทั้งน้อยใจทั้งน่าสงสาร
บิดาจี้ขมวดคิ้ว ทำหน้าขึงขังแล้วเรียกชื่อเธอเต็ม ๆ “จี้ม่าน เธอจะรู้จักโตสักหน่อยไม่ได้หรือ ดูสิว่าพี่หยางหยางถูกเธอรังแกจนเป็นยังไงแล้ว”
“หนูไม่ได้ทำนะคะพ่อ พี่จี้หยางต่างหากที่รังแกหนู...”
เห็นเธอไม่ยอมรับ บิดาจี้ก็ยิ่งหน้าตึง “จี้ม่าน ทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ ไม่เพียงแต่รังแกพี่สาว ยังโกหกอีก พ่อผิดหวังในตัวลูกจริง ๆ”
“หนูไม่ได้ทำจริง ๆ นะคะพ่อ พวกพ่อไม่เห็นเอง จี้หยางน่ะ...”
“พอแล้ว!” บิดาจี้ตัดบทจี้ม่าน “พ่อเชื่อในสิ่งที่เห็นเท่านั้น ตอนนี้ รีบขอโทษพี่สาวเดี๋ยวนี้”
จี้ม่านมองบิดาจี้ ไม่พูดอะไรอยู่นาน บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมา แม้แต่อากาศก็คล้ายหยุดนิ่ง
“ขอโทษพี่สาวเสีย” บิดาจี้ย้ำอีกครั้ง
“ไม่ หนูไม่ผิด คนที่ถูกแกล้งคือหนูแท้ ๆ ทำไมต้องขอโทษเธอด้วย”
จี้หยางเห็นเรื่องยังไม่วุ่นวายพอก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “พ่ออย่าโทษม่านม่านเลยค่ะ เป็นความผิดของหนูเอง หนูผิดที่นั่งอยู่ตรงข้ามม่านม่าน ผิดที่ขวางหูขวางตาเธอ ผิดที่ตอนเธอตีหนู หนูดันหลบ แล้วก็ผิดที่ถูกตีแล้วยังตกใจร้องไห้จนพ่อกับคนอื่น ๆ ต้องมาดู ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเอง...”
“หุบปาก!” จี้ม่านกัดฟันกรอด ผู้หญิงคนนี้วันนี้บ้าไปแล้วจริง ๆ
“คนที่ควรหุบปากคือเธอต่างหาก!” ทำผิดแล้วยังไม่ยอมขอโทษ บิดาจี้โกรธจนหมุนตัวออกไปหยิบไม้กวาด ก่อนจะฟาดใส่จี้ม่าน เธอร้องลั่นว่า “หนูไม่ผิด” กับ “พ่อเข้าข้างคนอื่น” ยิ่งทำให้บิดาจี้ฟาดแรงขึ้นกว่าเดิม
จี้หยางร้องไห้ไปด้วย ทำท่าห้ามไปด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอใจกว้าง พร้อมกับเติมเชื้อไฟไปพลาง
“พ่อคะ อย่าตีม่านม่านเลยค่ะ ม่านม่านยังเด็ก ไม่รู้ประสีประสา เธอไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย แค่ตีหนูแล้วก็โกหกอีกนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หนูถึงจะโดนตีจนเจ็บมาก แต่หนูก็ให้อภัยเธอแล้วค่ะ ใครใช้ให้เธอเป็นน้องสาวหนูล่ะคะ”
“ไม่ต้องให้เธอมายุ่ง ไสหัวไป!”
จี้ม่านผลักจี้หยางที่เข้ามาห้ามอยู่ข้าง ๆ ออกไป จี้หยางก็ล้มลงกับพื้นตามแรงผลัก แต่ยังไม่ลืมร้องเพิ่มอีกสองประโยค “พ่อคะ อย่าโกรธเลยนะคะ ถึงม่านม่านจะผลักหนูอีก แต่ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่เจ็บจริง ๆ อึก~ หนูไม่เจ็บจริง ๆ ค่ะ”
บิดาจี้ฟังแล้วก็ยิ่งโมโห “พี่สาวหวังดีด้วยแท้ ๆ ทำไมยังผลักเขาอีก น่าโมโหจริง ๆ ฉันให้กำเนิดลูกแบบเธอมาได้ยังไง วันนี้ฉันจะตีเธอให้ตาย!”
จี้หยางมองอย่างพอใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ทำท่าราวกับกลัวว่าจะถูกผลักล้มอีก แล้วถอยไปหลบอยู่ข้าง ๆ อย่างขลาดกลัว
แม้มารดาเลี้ยงจี้จะคิดว่าวันนี้ลูกสาวทำไม่ถูก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นลูกแท้ ๆ จะไม่รักได้อย่างไร พอเห็นบิดาจี้ลงมือหนัก เธอก็รีบเข้าไปห้าม
“พี่จี้ พี่จี้ พอได้แล้ว ๆ ม่านม่านยังเด็ก ยังเป็นแค่เด็ก มีอะไรค่อย ๆ พูดกันดี ๆ เธอเข้าใจได้ เดี๋ยวฉันจะคุยกับเธอ ให้เธอขอโทษหยางหยาง ดีไหม”
บิดาจี้หอบหายใจแล้วหยุดมือ “จี้ม่าน กลับไปคิดให้ดีว่าลูกทำอะไรลงไปวันนี้ ถ้าไม่ขอโทษพี่สาว ก็ไสหัวออกไปจากบ้านเรา ตระกูลจี้ไม่มีลูกสาวแบบลูก”
“เอาล่ะพี่จี้ เดี๋ยวฉันจะเกลี้ยกล่อมเธอเอง เธอต้องรู้ตัวว่าผิด แล้วก็ขอโทษหยางหยางแน่”
บิดาจี้มองจี้ม่านอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไป
พอเห็นว่ามารดาเลี้ยงจี้มีเรื่องจะคุยกับจี้ม่าน จี้หยางก็พูดอย่างรู้ความ “แม่คุยกับม่านม่านดี ๆ นะคะ ม่านม่านเป็นเด็กดี เข้าใจได้ หนูออกไปก่อนค่ะ”
จี้ม่านกำลังจะพูด แต่มารดาเลี้ยงจี้ก็ขัดขึ้นเสียก่อน “ได้จ้ะ หยางหยางไปนั่งกับน้องชายที่ห้องรับแขกก่อนนะ แม่จะคุยกับม่านม่านดี ๆ”
จี้หยางพยักหน้า ยิ้มให้มารดาเลี้ยงจี้กับจี้ม่านอย่างเป็นมิตร แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
หึ ๆ คิดจะสู้กับฉันเหรอ? บทละครของฉันยาวยิ่งกว่าชีวิตเธอเสียอีก!
