กลับมาที่ห้องกระจายเสียง
ทันทีที่เสียงของจี้หยางดังขึ้น สมองของหยางอวี้เหมยก็อื้อไปชั่วขณะ
คนนอกดูแค่ความครึกครื้น ส่วนคนในย่อมมองออกถึงเคล็ดลับ
เธออยู่ในห้องกระจายเสียงมาสองปีแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่าจี้หยางอ่านได้ดีแค่ไหน
ลมหายใจมั่นคงราวกับฝึกฝนมานานหลายปี ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีสักคำที่อ้อแอ้ แม้แต่จังหวะหยุดและการหายใจก็ลงตัวพอดี เก่งกว่าตอนที่เธอทำได้ดีที่สุดเสียอีก
เมื่อครู่เธอยังแอบหัวเราะเยาะ รอดูจี้หยางพูดติด ๆ ขัด ๆ ขายหน้าจนหมดท่า รอดูจี้หยางจนมุม อับอายต่อหน้าทุกคน รอดูหัวหน้าสถานีเสียใจที่ปล่อยให้ “คนนอก” มาทำลายงานของห้องกระจายเสียง
แต่ตอนนี้...
เสียงของจี้หยางดังผ่านไมโครโฟน ชัดใสและหนักแน่น เธอถ่ายทอดอารมณ์ในบทได้อย่างแม่นยำ ถ่ายทอดทั้งแรงฮึดในการทำงานและความมุ่งมั่นของเพื่อนร่วมงานในโรงงานออกมาได้ครบถ้วน
หยางอวี้เหมยยืนนิ่งค้าง รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าฝืนต่อไปไม่ไหว สีหน้าซีดสลับเขียว มือกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ
หัวหน้าสถานีหูยืนอยู่ข้าง ๆ ฟังอย่างชื่นชม พลางพยักหน้าเป็นระยะและพึมพำเบา ๆ ว่า “ดีมาก ดีมาก ดีกว่าที่คิดไว้อีก”
คำชมนี้...พอเข้าหูหยางอวี้เหมยก็เหมือนตบหน้าเธอฉาด ๆ ทั้งเจ็บทั้งดัง
เธอนึกถึงตอนที่แกล้งทำเสียงแหบเพื่อเรียกร้องความสงสารเมื่อครู่ นึกถึงตอนที่แอบสาปแช่งจี้หยางว่าไม่รู้จักเจียมตัว นึกถึงความมั่นใจว่าจี้หยางจะต้องขายหน้า ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด อยากมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
