ปลายนิ้วของเสิ่นอวี้ร้อนผ่าวเหมือนกับกำลังลุกเป็นไฟ แค่จุดสัมผัสชั่วขณะนั้น สวี่ฉางเซี่ยก็รู้สึกได้ว่าตัวเขาต้องร้อนถึงสามสิบเก้าองศาแล้ว ร้อนจนน่าตกใจ
สวี่ฉางเซี่ยจำได้ว่าเสิ่นอวี้อยู่กรมที่หนึ่ง
ด้วยสภาพแบบนี้ วันนี้เขาจะไปร่วมการฝึกได้อย่างไร
“ไม่เป็นไร……” เสิ่นอวี้พยายามโบกมือให้เธอ แล้วดึงคอเสื้อของตัวเองให้หลวม “อาจจะโดนฝนตกพรำเมื่อคืนนี้ก็เลย……”
สวี่ฉางเซี่ยก้มมองใบหน้าของเสิ่นอวี้อีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ ผิวของเขาขาวสะอาดกว่าเจียงเย่าอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาแดงก่ำทั้งใบ แม้แต่ปกเสื้อยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากลำคอ
สวี่ฉางเซี่ยมองดูท่าทางของเขาที่ดูจะยืนไม่อยู่แล้ว คงเป็นหวัดหนักซะแล้ว
“ฉันไปตามหมอทหารเจิ้งมานะ!” เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้ามองไปทางสถานพยาบาล
ตอนนี้ไฟที่สถานพยาบาลยังสว่างอยู่ หมอทหารเจิ้งกับพวกคงยังไม่ได้นอน
“ไม่ต้อง!” สวี่ฉางเซี่ยกำลังจะวางกล่องข้าวในมือลงแล้วออกไปตามหมอทหารให้เขา เสิ่นอวี้กับตะโกนดังลั่นใส่เธอขึ้นมา
สวี่ฉางเซี่ยสะดุ้งเฮือกจากเสียงตะโกนนั้น แล้วหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง
แต่แค่เวลาสนทนากันเพียงหนึ่งสองนาที สภาพของเสิ่นอวี้กลับดูผิดปกติยิ่งกว่าเดิม
สวี่ฉางเซี่ยมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง ณ ตอนนี้ เธอจับได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ไข้หวัดธรรมดา ไม่มีทางทำให้คนเป็นแบบเสิ่นอวี้ได้
ถ้ารู้สึกไม่สบายจนเหงื่อออกเหงื่อล้างทั้งตัว เสิ่นอวี้ควรจะรู้สึกหนาว ไม่ใช่ร้อนจนถึงขั้นต้องแหวกปกเสื้อออก
