เขตสาม
เมื่อสมาชิกหน่วยรักษาการณ์ที่ด่านตรวจเห็นรถปิกอัพแล่นเข้ามา ก็รีบยกเครื่องกีดขวางออกทันที ปล่อยให้รถแล่นผ่านไปโดยไม่ติดขัด
ในแดนรกร้าง พาหนะทุกคันล้วนเป็นสัญลักษณ์ของสถานะและอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้น รถปิกอัพคันนี้ยังเป็นรถพิเศษของสถาบันยุทธ์ ตราสถาบันที่พ่นอยู่บนตัวรถสะท้อนแสงอาทิตย์เด่นเป็นสง่า
พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินคนเช่นนี้
รถปิกอัพแล่นผ่านด่านตรวจ มุ่งตรงมายังหน้าลานฝึกของหน่วยรักษาการณ์
เซี่ยงเทียนสงได้ข่าวแล้ว จึงนำคนมายืนรออยู่หน้าประตูตั้งแต่เนิ่นๆ
เมื่อเห็นรถจอดสนิท สายตาของเขากวาดมองไปทั่วรถ ภายในใจแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ประตูรถเปิดออก ซูหลิงซีก้าวลงจากรถก่อน ใบหน้าดูอ่อนล้าเล็กน้อย แต่แววตายังคงเยือกเย็น
เด็กหนุ่มที่นั่งด้านคนขับก็เปิดประตูก้าวลงมา พยักหน้าให้เซี่ยงเทียนสงเล็กน้อย
จางตั้นมองไปทางด้านหลังของรถกระบะ แต่กลับเห็นเพียงอุปกรณ์บางส่วนที่กระจัดกระจาย ไม่เห็นแม้แต่เงาของสมาชิกหน่วยรักษาการณ์ทั้งห้าคนเลย
เขาคล้ายจะนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ใจพลันวาบหวิว
แต่ในเวลานี้ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถาม
“คุณซู การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นดีหรือเปล่า?”
เซี่ยงเทียนสงมองออกเช่นกันว่าสมาชิกทั้งห้าไม่ได้กลับมาด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกันแล้ว เขากังวลเรื่องความปลอดภัยของซูหลิงซีและพวกมากกว่า
“นับว่าราบรื่นดี” ซูหลิงซีตอบเรียบๆ น้ำเสียงแฝงความอ่อนล้า เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “แต่ว่ามีสมาชิกหน่วยรักษาการณ์สี่คนพลีชีพในภารกิจครั้งนี้”
“สี่คน?”
เซี่ยงเทียนสงยังคงมีรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า แววตาฉายความแปลกใจ
เมื่อมองผ่านกระจกรถ เขาพบว่าผู้มีพรสวรรค์สองคนในห้องโดยสารมีสีหน้าซีดเซียว เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัส
ไม่รู้เลยว่าผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ผ่านการต่อสู้อันดุเดือดเพียงใดมา ถึงได้อยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้
กระทั่งผู้มีพรสวรรค์จากสถาบันยุทธ์ยังเป็นเช่นนี้ แล้วสมาชิกหน่วยรักษาการณ์ทั้งห้าคนจะยังมีใครรอดชีวิตอยู่อีกหรือ?
“คุณ...คุณซู แล้วอีกคนหนึ่งล่ะ?”
จางตั้นรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม
“ไอ้หนูที่ชื่อสวีอวี้นั่นน่ะ เพื่อช่วยพวกเรา มันสมัครใจล่ออสูรซากตัวหนึ่งออกไป”
