“ที่นี่ร้างมานานมากแล้ว”
สวีอวี้พึมพำเบา ๆ สายตากวาดไปด้านหน้า รอบด้านอบอวลด้วยกลิ่นอายเก่าแก่รกร้าง หากไม่ใช่เพราะลวดลายแกะสลักที่หลงเหลืออยู่ คงยากจะแยกแยะว่าเคยมีซากสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่นี่
ทั้งสามคนพยักหน้า จากหินผุกร่อนดูแล้ว พื้นที่แถบนี้รกร้างมานานกว่าแดนรกร้างวันสิ้นโลกหลายเท่านัก เกรงว่าอย่างน้อยก็หลายร้อยปีขึ้นไป
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก หากไม่ใช่เช่นนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตจากซากภพแน่ และด้วยพลังของพวกตน เกรงว่าแค่เข้าใกล้ก็ยากจะรอด
“พี่อวี้ ดูออกไหมว่าที่นี่ใช่เขตโบราณสถานหรือเปล่า”
เซี่ยซื่ออดถามเสียงเบาไม่ได้ แม้ในใจจะหวั่นเกรงสถานที่นี้ ทว่าเมื่อนึกถึงวาสนาที่อาจมีอยู่ เขาก็ยังอดใจไม่ไหวพลุ่งพล่านขึ้นมา
สวีอวี้ไม่ตอบทันที พลังจิตแผ่กวาดออกไป แต่กลับพบว่าพลังปราณในพื้นที่นี้ไม่ต่างจากบริเวณรอบ ๆ เลย ผิดกับบันทึกเกี่ยวกับโบราณสถานอย่างสิ้นเชิง
ปกติแล้ว เขตโบราณสถานล้วนเป็นที่รวมพลังปราณฟ้าดิน เกิดเป็นพื้นที่ชีพจรปราณหนาแน่น ต่อให้ผ่านความรกร้างมานับพันปี ความเข้มข้นของพลังปราณก็ยังเหนือกว่าโลกภายนอกมาก ไม่ราบเรียบไร้จุดเด่นเช่นนี้
“พลังปราณไม่ผิดปกติ อาจเป็นแค่ซากถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิตจากซากภพ ไม่ใช่โบราณสถานที่ซ่อนวาสนาอะไร”
สวีอวี้ขมวดคิ้วกล่าว
ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าทั้งสามฉายแววผิดหวัง แต่ไม่นานก็สงบลงอีกครั้ง เซี่ยซื่อถอนหายใจเบา ๆ พยักหน้า “ก็จริง จะมีวาสนามากมายรอให้เรามาเจอได้ยังไง ได้ยินท่านปู่บอกว่า โบราณสถานที่เคยปรากฏล้วนอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางซากภพ เป็นเขตที่มีสิ่งมีชีวิตจากซากภพอยู่ ไม่ใช่ดินแดนชายขอบแบบเราจะเทียบได้”
“อืม”
ทันใดที่เขาพูดจบ สายตาสวีอวี้ก็คมวาบขึ้น จู่ ๆ ก็มองไปด้านหน้าข้างซ้าย
“เกิดอะไรขึ้น”
เซี่ยซื่อตื่นตัวทันที แม้ที่นี่จะไม่มีโบราณสถาน แต่อาจมีอสูรซากแฝงตัวอยู่ ละเลยไม่ได้แม้แต่น้อย
สวีอวี้ชี้ไปทางนั้น ไม่พูดมาก ร่างกายขยับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสามไม่กล้าประมาท รีบตามไปติด ๆ
