พี่เหมิงชำเลืองมองเขา แววตาส่งสัญญาณให้เขาสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน
ซูหลิงซีไม่ใช่สมาชิกสถาบันยุทธ์ธรรมดา ถึงโรงเตี๊ยมแสงสนธยาจะไม่ถึงขั้นต้องคอยเกรงใจสถาบันยุทธ์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผูกใจเจ็บกับอีกฝ่ายเพราะเรื่องนี้
"เมื่อคุณซูอยู่ในที่เกิดเหตุ ได้เห็นผู้ต้องสงสัยหรืออสูรซากขนซากศพออกไปบ้างหรือไม่"
พี่เหมิงผ่อนน้ำเสียงลงเล็กน้อย เอ่ยถามเชิงหยั่งเชิง
ซูหลิงซียังคงเงียบงัน เพียงกวาดสายตาผ่านพื้นดินไหม้เกรียมดำดุจถ่าน แววตาฉายแววหม่นหมองวูบหนึ่ง
เธออดนึกถึงตอนที่กำลังจับตาดูสวีอวี้ แล้วจู่ๆ ก็มีลูกไฟพุ่งตรงมายังจุดสูงที่เธอซ่อนตัวอยู่ไม่ไหวติง
คนต้องสงสัยมีเพียงสวีอวี้เท่านั้น และรอยไหม้เกรียมตรงนี้ก็เหมือนกับรอยเผาไหม้ของคาถาลูกไฟไม่มีผิด
เธอแทบจะฟันธงได้ว่า การหายไปของซากวัวอสูรต้องเกี่ยวข้องกับสวีอวี้แน่นอน
ทว่า ซูหลิงซีไม่ได้บอกเรื่องนี้ออกไป เหตุผลแรกคือ เธอก็อธิบายไม่ได้เช่นกัน ต่อให้สวีอวี้ทะลวงถึงขั้นผู้ใช้พลังขั้นสอง ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะย้ายซากวัวอสูรไปเพียงลำพัง แถมยังลบร่องรอยทั้งหมดได้
ส่วนเหตุผลที่สองก็คือ วันที่สวีอวี้ช่วยล่ออสูรซากให้กลุ่มพวกเขา ทำให้ในใจเธอเกิดความรู้สึกดีอยู่บ้าง
"พอเถอะ ค้นหากันก่อนดีกว่า ดูสิจะมีเบาะแสอื่นอีกไหม"
รองผู้กำกับการหวังเอ่ยปากขัดจังหวะความคิดของนักล่าสัตว์เหล่านั้น
ถึงจะรู้ดีว่าการค้นหาต่อไปไม่มีประโยชน์มากนัก แต่หลังจากรองผู้กำกับการหวังพูดแล้ว พวกเขาก็ได้แต่กดทับความไม่ยินยอมในใจ ออกค้นหาต่อในซากปรักหักพัง
เพียงแต่ พวกเขาพลิกซากปรักหักพังโดยรอบหาแล้วหาอีก ก็ยังคงไม่ได้อะไรเลย
จนกระทั่งกลับมาที่ปากทางเข้าซากเมืองอีกครั้ง รองผู้กำกับการหวังก็เลิกคิดจะค้นหาแล้ว นำพาลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งถอนกำลังออกไป
เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้ ก็คือวาสนาที่มีอสูรซากระดับสี่ขั้นสูงสุดเฝ้าพิทักษ์อยู่ ใครจะคาดคิดว่าดันเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น
แต่ถึงอย่างไร รองผู้กำกับการหวังก็คือคนที่ผ่านมรสุมมามาก ไม่ได้แสดงอารมณ์ผันแปรมากนัก
ขณะที่พี่เหมิงและพรรคพวกร่ำไร สีหน้าอัปลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง