สวีอวี้ยังคงขับเคลื่อนพลังจิต แผ่เข้าไปยังเส้นดำเล็ก ๆ บนขนนกอีกเส้นหนึ่ง
เป็นจริงดังคาด ภายใต้พลังจิต เส้นดำเส้นนั้นก็สั่นสะท้านอีกครั้ง แสงสว่างค่อย ๆ หรี่ลง
นกสีชาดส่งเสียงร้องเบา ๆ อย่างร่าเริง ขนหางกระดกขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังแสดงความพอใจ
เมื่อได้ยินเสียงนก จางตั้นซึ่งเดิมทีหลับ ๆ ตื่น ๆ และรักษาความตื่นตัวอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันที สายตามองขึ้นไปด้านบน
“เสี่ยวอวี้ นั่นเสียงอะไร?”
เสียงของจางตั้นดังมาจากข้างล่าง
“พี่ตั้น อย่าเพิ่งขึ้นมา”
สวีอวี้สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตอบกลับเสียงเบา
เขาไม่แน่ใจว่า ถ้านกสีชาดเห็นจางตั้น มันจะโจมตีหรือแสดงอาการเป็นศัตรูขึ้นมาทันทีหรือไม่ เพราะในความรับรู้ของเขา อสูรซากทุกตัวดูเหมือนจะมีความต้องการเนื้อและเลือดของมนุษย์โดยสัญชาตญาณ
แม้นกสีชาดจะไม่แสดงเจตนาโจมตีเขา แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า มันจะอดกลั้นได้เช่นเดียวกันกับจางตั้นหรือไม่
จางตั้นชะงักไปเล็กน้อย ไม่ได้เดินขึ้นไปอีก แต่หยุดอยู่อย่างระมัดระวังที่จุดเดิม
เมื่อมองเห็นแสงสีแดงจาง ๆ ที่ส่องลงมาจากชั้นสอง ในใจเขาก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาทันใด
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ด้านนอกก็เป็นแสงสีแดงปกคลุมไปทั่วฟ้า จากนั้นเสียงคำรามของอสูรซากก็หายไป
แต่ในเมื่อสวีอวี้ยังพูดได้ ก็น่าจะไม่ได้พบกับอันตรายอะไร และแสงสีแดงที่ส่องลงมาจากด้านบนก็จางมาก ไม่สามารถเทียบได้เลยกับแสงสีแดงที่เจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์เมื่อครู่ก่อน
แม้จะเป็นห่วง แต่จางตั้นก็ยังเลือกที่จะเชื่อฟังสวีอวี้ เพียงแต่สายตาเขามองไปยังทางเดินชั้นบนด้วยความเป็นห่วงอยู่เนือง ๆ
“ฮู่ว…”
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ สวีอวี้ใช้พลังจิตช่วยนกสีชาดสางเส้นดำบนขนนกไปเจ็ดเส้น ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็แล่นขึ้นมาจากห้วงสำนึก
เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่า การคงการใช้พลังจิตอย่างต่อเนื่องนั้น กินพลังงานมากกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก
ปกติแล้ว เขาเกือบจะสามารถรักษาขอบเขตการรับรู้ในพื้นที่กว่า 10 เมตรรอบตัวได้ แม้จะต่อเนื่องหลายชั่วโมง แค่ใช้แต้มพลังงานนิดหน่อย ก็ฟื้นฟูพลังจิตให้กลับมาอยู่ในระดับสูงสุดได้
ทว่า การปล่อยพลังจิตครั้งนี้ กลับทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
