"เข้าเรื่องกันเถอะ"
พี่เหมิงยกปลายเท้าขึ้น ชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ส่งสัญญาณให้เขานั่งลง
สวีอวี้ทำตามด้วยการนั่งตัวตรง ไม่ละสายตาไปทางอื่น เขาถามว่า "พี่ไม่กังวลเรื่องคลื่นอสูรบ้างหรือ"
"กังวลสิ จะไม่ให้กังวลได้ยังไง"
พี่เหมิงยืดตัวบิดขี้เกียจ กระดุมบนเสื้อดูเหมือนจะปริแตกออก เผยให้เห็นเอวขาวเนียนส่วนหนึ่ง "ต่อหน้าสัตว์โลหิต กังวลไปแล้วได้อะไร"
"มันเป็นแค่คลื่นอสูรจริง ๆ หรือ"
สวีอวี้ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามออกไป
เมื่อได้ยินคำถาม พี่เหมิงชะงักไปเล็กน้อย มองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ "นายรู้เรื่องอะไรมา"
"ไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
สวีอวี้ส่ายหัว ก่อนพูดต่อ "แต่ว่าวันนี้ ผมเห็นผู้ใช้พลังขั้นสี่คนหนึ่งมาจากข้างนอก"
"อ๋อ ก็แค่กลับมาจากข้างนอกน่ะ มีอะไรพิเศษหรือ"
พี่เหมิงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แสดงความผิดปกติใด ๆ
"เขาบาดเจ็บ"
"ในแดนร้างมีอสูรซากทรงพลังอยู่มากมาย ผู้ใช้พลังขั้นสี่ในปราการนับว่าเป็นบุคคลสำคัญ แต่เมื่อเข้าไปในแดนร้าง ก็แค่พอเอาตัวรอดได้ หากเจออสูรซากที่แข็งแกร่งกว่า ก็ยากจะหนีรอด"
น้ำเสียงของพี่เหมิงราบเรียบ เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาสามัญ
"ผมว่า... เขาไม่ใช่คนของหลุมหลบภัยหมายเลข 83 ของเรา"
สวีอวี้หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ
แววตาของพี่เหมิงจับนิ่งทันที แม้บนใบหน้าจะยังแฝงรอยยั่วยวน แต่สายตากลับเฉียบคมอย่างยิ่ง
"ผมเดามั่ว"
สวีอวี้จำต้องเบือนสายตาหนี พูดเบา ๆ
พี่เหมิงไม่ตอบ มีเพียงความเงียบงันครุ่นคิด ราวกับกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง ครู่ต่อมาเธอจึงพูดเบา ๆ ว่า "เรื่องนี้ นายยังไม่จำเป็นต้องรู้ แต่หลังจากคลื่นอสูรผ่านไป นายจะเข้าใจเอง"
"ถ้าปราการของเรารับมือไม่ไหวล่ะ"
"ก็จะกลายเป็นอาหารของสัตว์โลหิตไปด้วยกัน"
"..."
สวีอวี้รู้สึกมึนงง เขามักจะรู้สึกว่าพี่เหมิงมีข่าวสารเกี่ยวกับคลื่นอสูรที่ไม่ได้บอกเขา
แต่ดูจากท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ตั้งใจจะบอกอะไรอีก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาแกล้งลองเชิงเธอเมื่อครู่ ก็แทบจะแน่ใจได้ว่า ผู้ใช้พลังขั้นสี่คนนั้นมาจากปราการอื่นจริง ๆ
