ปลายนิ้วของซูชิงหลีบิดชายผ้ากันเปื้อนจนข้อนิ้วซีดขาวเล็กน้อย
เธอเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากขยับราวกับอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เพียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“อืม ฉันเข้าใจแล้วค่ะ สหายฟู่”
เสียงของเธอนุ่มนวลเจือแหบเล็กน้อย เป็นเสียงแหบพร่าที่มีเฉพาะในยามเช้า
ฟู่ซือเหนียนมองใบหน้าเธออยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเบือนสายตาแล้วหยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะขึ้นมา พลิกไปอีกหน้า
ซูชิงหลีหันกลับเข้าไปในครัวเพื่อตักโจ๊ก แผ่นหลังของเธอบอบบาง เสื้อเชิ้ตลายดอกตัวเล็กเหน็บอยู่ในขอบกางเกง เส้นเอวอ่อนช้อยโค้งงามเมื่อแสงยามเช้าทาบผ่าน
ตอนเธอก้มลงตักโจ๊ก ท้ายทอยก็เผยออกมาให้เห็น ผิวขาวผ่อง มีปอยผมเปียกชื้นแนบอยู่ พร้อมละอองน้ำที่ยังเช็ดไม่แห้ง
สายตาของฟู่ซือเหนียนเลื่อนขึ้นเหนือขอบหนังสือพิมพ์ ก่อนจะรีบก้มกลับลงไป
โจ๊กในชามบนโต๊ะยังคงมีไอร้อนลอยกรุ่น กลิ่นข้าวหอมผสมกับกลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยมาแตะจมูกเป็นระยะ
นิ้วมือที่จับหนังสือพิมพ์ของเขาขยับเกร็ง ขอบกระดาษถูกบีบจนเกิดรอยพับจาง ๆ
อาหารเช้ามีโจ๊กข้าวฟ่าง หัวไชเท้าดองซอย และแผ่นแป้งต้นหอมสองแผ่น
ซูชิงหลีกินอาหารในครัว จากนั้นยกอาหารสำหรับผู้ป่วยไปให้คุณย่าฟู่ พอคอยปรนนิบัติจนท่านกินยาเสร็จแล้วจึงออกมา
เมื่อเก็บครัวเรียบร้อยและกลับมาถึงห้องรับแขก ฟู่ซือเหนียนก็ไม่อยู่บนโซฟาแล้ว หนังสือพิมพ์ถูกพับวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะกลาง ส่วนแก้วก็ล้างสะอาด คว่ำผึ่งไว้บนชั้นวางแก้ว
