โจวหว่านชิงเพิ่งรู้ข่าวในเช้าวันถัดมา
คืนก่อนฟู่ซือเหนียนไม่ได้กลับมา เธอคิดเพียงว่าคงมีธุระในกองทัพรั้งตัวไว้ จึงไม่ได้ถามอะไรมาก
แต่เช้าตรู่วันต่อมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็มาหาเธอเพื่อสอบถามเรื่องราว เล่าคร่าว ๆ ถึงแผนการสมคบคิดระหว่างซ่งหย่าจือกับหยางจื้อกัง จนถ้วยชาในมือโจวหว่านชิงแทบหลุดร่วง
“เธอว่าอะไรนะ?” เธอนั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าซีดลงไปถนัดตา “หย่าจือ? ซ่งหย่าจือน่ะหรือ?”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพยักหน้า แล้วเล่าคำให้การของหยางจื้อกังเมื่อคืนให้ฟังโดยสังเขป
หลังฟังจบ โจวหว่านชิงนิ่งงันไปนาน รู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งโกรธทั้งละอายใจ
เธอนึกถึงเมื่อวันก่อนที่ตัวเองยังเป็นคนเอ่ยปากชวนซูชิงหลีไปงานพบปะหนุ่มสาว บอกว่าเป็นความคิดของซ่งหย่าจือ อยากให้เธอไปเปิดหูเปิดตา
ตอนนั้นเธอยังคิดว่าซ่งหย่าจือมีน้ำใจ เป็นเด็กที่รู้ความเสียด้วยซ้ำ
ที่แท้อีกฝ่ายมีแผนการเช่นนี้อยู่ในใจ
เธอส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยกลับไป แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกจากบ้านทันที
ผู้อาวุโสฟู่นั่งตากแดดอยู่ในลานบ้าน พอเห็นเธอรีบร้อนก็ร้องเรียก “จะไปไหน?”
“โรงพยาบาลค่ะ” โจวหว่านชิงไม่แม้แต่จะหันกลับมา “ทางซือเหนียนเกิดเรื่องนิดหน่อย”
เมื่อเธอมาถึงโรงพยาบาลทหาร ฟู่ซือเหนียนกำลังยืนอยู่ตรงทางเดินด้านนอกห้องพักผู้ป่วย แผ่นหลังพิงกำแพง มือถือแก้วน้ำต้มที่เย็นชืดแล้ว
พอเห็นโจวหว่านชิงเดินมา สีหน้าของเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงวางแก้วลงบนขอบหน้าต่าง แล้วเรียกเธอว่า “แม่”
