ทั้งสองเริ่มลอบนัดพบกันอย่างลับ ๆ
จะว่าไปก็เป็นการนัดเดต แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา
กลางวันฟู่ซือเหนียนยุ่งอยู่ในกองทัพ ส่วนซูชิงหลีก็ทำงานบ้าน ทั้งวันแทบไม่ได้เจอหน้ากันกี่ครั้ง
แต่พอตกกลางคืน หลังโจวหว่านชิงกับผู้อาวุโสฟู่เข้านอนกันหมดแล้ว ทั้งตึกเงียบสงัด ก็เป็นเวลาของคนทั้งสอง
แรก ๆ พวกเขายังทำโจทย์กันอยู่บนชั้นบน เธอถือสมุดขึ้นไปเคาะประตูสองครั้ง เขาเปิดประตูให้เธอเข้าไป แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องคลุมทั้งคู่ คนหนึ่งอธิบาย อีกคนตั้งใจฟัง
แต่ยิ่งอธิบายไป มือของเขาก็ยิ่งอยู่ไม่สุข นิ้วที่วางอยู่บนไหล่เธอค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้น ต่อมาก็รวบตัวเธอเข้ามาหา ให้นั่งบนตักแล้วโอบกอดไว้ คางเกยอยู่ตรงซอกไหล่ ฟังเธออ่านโจทย์
เธออ่านไปได้สักพักก็เงียบเสียงลง หันกลับไปถลึงตาใส่ เขาก็ก้มลงจูบเธอทีหนึ่ง พอจูบเสร็จก็พูดว่า
“อ่านต่อสิ”
ต่อมาพวกเขาก็ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องอีกแล้ว
มีอยู่คืนหนึ่ง หลังทำงานเสร็จ เธอแอบออกไปสูดอากาศในลานบ้าน
เงาของต้นอู๋ถงทอดคลุมพื้นเต็มไปหมด แสงจันทร์ลอดผ่านช่องใบไม้ลงมา โปรยกระจายเป็นประกายเงินระยิบระยับ
เธอยืนอยู่ข้างพุ่มกุหลาบจีน เงยหน้ามองจันทร์ จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งเอื้อมมาจากด้านหลัง โอบเอวเธอไว้อย่างแผ่วเบา
เธอตกใจสะดุ้ง หันกลับไปเห็นว่าเป็นเขา ถึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาได้ครึ่งหนึ่ง แล้วกดเสียงถามว่า
“ลงมาทำไมคะ?”
ฟู่ซือเหนียนไม่ตอบ เขาพาเธอขยับไปหลบในเงามืดข้างกำแพง ให้พ้นจากหน้าต่างบานที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่
ทั้งสองเบียดกันอยู่ในช่องแคบ ๆ ระหว่างพุ่มกุหลาบจีนกับกำแพงอิฐสีเทา กิ่งดอกไม้เสียดสีกับไหล่เธอ กลิ่นหอมเข้มข้นจนชวนให้มึนงง
