ซูหมิงเยว่ตาแดงก่ำ “เช่นนั้นมิใช่หรือ? หมิงเยว่ไม่เคยเอ่ยอันใดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ”
เจาชิงลุกพรวดขึ้นด้วยโทสะ “ข้าทำไปเพื่อผู้ใด! ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไปก็เพื่อผู้ใด!”
ซูหมิงเยว่ส่ายศีรษะ “ข้าไม่เคยร้องขอให้เจ้าดีกับข้า มันเป็นความคิดของเจ้าเองฝ่ายเดียว”
เจาชิงหัวเราะทั้งที่ยังกรุ่นโกรธ
“เจ้านั่นแหละที่บอกว่าชอบข้า บอกใบ้ให้ข้าต้องดีต่อเจ้าด้วย ข้าเอาแต่ตามใจเจ้ามาตลอด เจ้ายังบอกอีกว่าหลังกลับสำนัก จะเป็นคู่บำเพ็ญกับข้า ข้าเกรงว่าเจ้าอาจบาดเจ็บ จึงกล่าวแทนเจ้าเช่นนั้น!!”
ซูหมิงเยว่จ้องเจาชิง ราวกับถูกหยามเกียรติอย่างร้ายแรง “ข้ามิได้ทำเช่นนั้น สิ่งที่ข้ามีให้เจ้าคือความสัมพันธ์ฉันศิษย์พี่ศิษย์น้องปกติเท่านั้น ศิษย์พี่เจา ข้ามิเคยคิดว่าเจ้าจะมีใจคิดกับข้าเช่นนี้ แท้จริงแล้วหมิงเยว่หาได้ชอบเจ้าไม่!”
ซูหมิงเยว่ร้องไห้สะอึกสะอื้นวิ่งไปข้างกายเหิงหยางจื่อ “ท่านอาจารย์! ศิษย์พี่เจา เขา… เขาคลุ้มคลั่งแล้ว… ก่อเรื่องชั่วร้ายมากมาย แต่กลับอ้างว่าทำไปเพื่อหมิงเยว่…”
นางหันกลับมาด้วยความเจ็บปวด “หมิงเยว่ไม่เคยชอบเจ้าเลย ข้างกายหมิงเยว่มีศิษย์ที่โดดเด่นกว่า เหตุใดต้องเลือกเจ้า?”
พูดถึงตรงนี้ นางก็ทำสีหน้าอดกลั้น “ศิษย์พี่เจา ก่อนไปแดนลับเป๋ยไห่ ข้าก็เอาแต่เลี่ยงหน้าเจ้ามาโดยตลอด มีศิษย์พี่ศิษย์น้องมากมายเป็นพยานให้ได้ ข้ารู้สึกว่าการพบปะของเราสองคนเลยเถิดไปแล้ว คิดว่าเจ้าคงเข้าใจความหมายของข้า แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะยังตอแยไม่เลิกรา”
ซูหมิงเยว่มีผู้คนมากมายที่สามารถเป็นพยานให้แก่นางได้จริง
ก่อนหน้านี้นางรู้สึกว่าเจาชิงตามตื้อแน่นเกินไป พวกไอ้ขี้ประจบสอพลอทั้งหลายก็เลยพากันถอยห่าง ไม่ยอมช่วยงานหรือให้ของขวัญนางอีก
ดังนั้นนางจึงฉวยโอกาสไปพร่ำพรรณนาความกลัดกลุ้มแก่บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องที่หลงใหลในตัวนาง
