เกลือกกลิ้งร้องไห้ ไม่ยอมกินข้าว
ลั่วหวนเจินตัวน้อย ได้ยินคำพูดของเจาชิงแล้ว ถึงกับชาไปทั้งร่าง
“ศิษย์พี่สาม เจ้าดีต่อศิษย์หลานซูด้วยใจจริงยิ่งนัก แต่กลับไม่ใส่ใจตัวข้าเลยสักนิด เจ้าไปเสียเถิด ต่อไปไม่ต้องมาหาตัวข้าอีก”
ไม่เห็นยืนอยู่ข้างนางเลย
ถึงขั้นสอนให้นางใช้วิธีแบบนั้นกับท่านอาจารย์อวินเหยาที่นางรักยิ่ง นี่มันทำให้ภาพลักษณ์เด็กดีของนางเสียหายมิใช่หรือ?
หากท่านอาจารย์อวินเหยาชิงชังนางขึ้นมาจะทำเช่นไร?
เจาชิงเห็นนางเป็นเช่นนั้น ก็พลันไม่พอใจนัก กล่าวว่า “เจินเจิน เจ้าจงใจกว้างบ้าง ไฉนเรื่องแค่เอ่ยปากเพียงคำ เจ้ากลับไม่ยอมทำ? หรือเป็นเพราะเจ้าถูกลงโทษ จึงอยากเห็นผู้อื่นถูกลงโทษเช่นกันจึงจะพอใจและสมดุลใจ?”
ลั่วหวนเจิน “?”
ลั่วหวนเจินเริ่มโกรธแล้ว
เหตุใดเมื่อก่อนจึงไม่รู้สึกว่ามุมมองของศิษย์พี่เจานั้นบิดเบี้ยวและคับแคบถึงเพียงนี้?
วาจาเผื่อแผ่แต่บุญคนอื่นนั้นพูดออกมาได้เป็นชุดๆ
เจาชิงยังคิดจะเกลี้ยกล่อมสิ่งใดอีก หัวงูขนาดมหึมาก็โผล่พรวดขึ้นมา ลิ้นสองแฉกสีแดงฉานราวแพรพรรณ เพียบพร้อมด้วยเจตนาเตือนภัย
เจาชิงผู้เป็นหมอยาอ่อนแอตกใจสะดุ้งโหยง
เขาถอยกรูดสองก้าว จึงนึกขึ้นได้ว่าลั่วหวนเจินนำงูยักษ์เกล็ดทมิฬกลับมาจากแดนลับเขาเทวา
จึงทำหน้าเคร่งขรึมตวาดว่า “เดรัจฉาน เจ้าจงรู้ไว้ว่าข้าคือศิษย์พี่สามของเจ้าของเจ้า กล้าดีอย่างไรจึงไม่เคารพข้า?”
ลั่วหวนเจินได้ยินดังนั้นจึงจ้องเขม็งใส่เจาชิง “เสี่ยวเฮยมิใช่สัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวข้า มันคือสหายที่ตัวข้าเชิญมาเยือนสำนักเสวียนเทียน ศิษย์หลานเจา ต่างหากเล่าที่ไม่เคารพสหายของตัวข้า!”
เจาชิงไม่คาดคิดว่าลั่วหวนเจินจะยกพวกพ้องผู้อื่นเหนือญาติมิตร ถึงกับตำหนิติเตียนตนเพื่อสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง
เขาทำหน้าเจ็บปวดใจ “เจินเจิน เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เจินเจินเมื่อก่อนช่างมีเมตตาจิตและใจอ่อนยิ่งนัก แต่บัดนี้กลับเป็นเช่นนี้ เช่นนี้... ซูหมิงเยว่กล่าวถูกแล้ว สติสัมปชัญญะและความเป็นมนุษย์ของเจ้าย่อมต้องได้รับผลกระทบจากสัตว์มารในถ้ำหมื่นมารเป็นแน่”
