“ฮู้!”
จู้ซีเท้าสะเอว เสื้อกาวน์สีขาวเต็มไปด้วยเลือด
ปลายแขนเสื้อก็ด้วย
คนเจ็บที่ส่งมาจากอุบัติเหตุรถชน ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดได้ทัน ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ด้วยดี
“คุณจู ยินดีด้วยครับ” หมอห้องฉุกเฉินยิ้มแหย่
จู้ซีหัวเราะขม ๆ “ยินดีอะไร? ยินดีกับเสื้อกาวน์ที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาเนี่ยนะ!”
หมอห้องฉุกเฉินยื่นกระดาษทิชชู่ให้แผ่นหนึ่ง “นี่เป็นสัญญาณดีนะครับ หัวหน้าพยาบาลฝึกหัดไม่ใช่ใครก็เป็นได้นะ! ต้องแสดงความยินดีแน่นอน!”
หัวหน้าพยาบาลฝึกหัด? ถุย นั่นคือคนเคราะห์ร้ายที่ต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นปีต่างหาก
จู้ซีเช็ดเลือดที่ปลายแขนเสื้อพลางอยากจะด่า แต่ก็อดกลั้นไว้ “รอให้ฉันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อน ค่อยมาแสดงความยินดีกับฉันก็ยังไม่สาย!”
หมอห้องฉุกเฉิน: “คุณจู ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการแล้ว อย่าลืมเพิ่มคนให้แผนกฉุกเฉินของผมให้เต็มที่นะครับ”
เธอตั้งใจเช็ดอยู่พักใหญ่ แต่รอยเลือดก็เช็ดไม่ออกเสียที
เธอยังอยากให้แผนกศัลยกรรมประสาทมีคนงานเพิ่มเต็มที่ งานหนักระทมของหมอแบบนี้ ใครจะอยากมาทำกัน
สุดท้ายก็ปลง “ช่างเถอะค่ะ คุณหมอแผนกฉุกเฉินทั้งหลาย ต่อไปพูดความจริงกันให้มากขึ้น เรียกปรึกษาดึก ๆ ให้น้อยลง ดีกว่าพูดคำสวย ๆ ตั้งร้อยประโยค”
“ดูคุณพูดเข้า มาทิ่มแทงใจพวกเราเข้าแล้ว”
เธอหัวเราะหึ ๆ ไม่พูดเล่นหัวกับหมอฉุกเฉินต่อ โบกมือลาแบบสบาย ๆ แล้วเดินขึ้นตึกกลับแผนก
ยังไงเสีย เธอก็คือคนที่สาบานว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้ได้
แต่พอเดินออกจากห้องฉุกเฉินกู้ชีพด้วยชุดที่เปื้อนเลือด ก็ดึงดูดสายตาสำรวจของผู้คนรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว
เพิ่งเลยเวลาอาหารกลางวันมาไม่นาน ห้องโถงแผนกฉุกเฉินมีคนไม่น้อย
คนไข้ ครอบครัวคนไข้ เห็นเธอในสภาพนี้ก็หลีกหนีให้ห่างที่สุด
จู้ซีจนใจ ขยำกระดาษทิชชู่เป็นก้อนกำไว้ในมือ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวพับไว้แล้วเดินไปรอลิฟต์
เดือนมิถุนายน ข้างในเธอใส่เสื้อเชิ้ตชีฟองสีชมพูตุ่น ปกเสื้อผูกเป็นโบว์ ชายเสื้อเก็บในขอบกางเกงยีนส์
ชุดนี้แลดูสะอาดสดชื่นกว่าเสื้อกาวน์ที่เปื้อนคราบมากนัก อีกทั้งยังลดทอนความเย็นชาแบบที่หมอมักให้ความรู้สึก
ไม่มีสายตารังเกียจทอดมาจากทุกทิศ จู้ซีก้มหน้าเล่นวีแชทตอบพี่ชาย
ไม่ได้มองข้างหน้า ก็เดินชนใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ทำให้เธอตื่นตัวขึ้นมาทันที “ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ” เป็นเสียงผู้ชายที่ไพเราะ ใสสะอาด
จู้ซีเงยหน้าขึ้นหมายจะมองสักหน่อย แต่ยังไม่ทันที่ผู้ชายจะหันกลับมาจนสุดตัว
ลิฟต์มาถึงก่อน
งานคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง หนุ่มหล่อเป็นเรื่องรอง เธอพาดเสื้อกาวน์ไว้ที่ข้อศอก เบี่ยงตัวคล่องแคล่วเข้าไปในลิฟต์
ประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลง ตัดสายตาลึกล้ำสำรวจที่มองมาจากข้างนอก
“นายครับ เมื่อกี้คนนั้นเหมือนคุณนายนะครับ”
“คุณนายมีเลือดติดตัวมา หู ดูเหมือนมือก็ด้วย”
โจวอิงหวยที่ถูกชน แววตาครุ่นคิดหนัก เขาจำเธอได้ เพราะงั้นเขาถึงว่าไม่เป็นไร
ยังคิดจะบอกว่า ดีที่มาโรงพยาบาลทำธุระเลยแวะเอาของกินมาให้ ยังอยากถามว่าเธอคิดยังไงกับชีวิตแต่งงาน
เสียดายที่เธอรีบเกินไป
หรือว่า เขาช้าไป
ก็ไม่แปลกที่จู้ซีจะมองไม่เห็น เธอไม่เคยนึกว่าโจวอิงหวยจะมาโรงพยาบาลได้
แม้แต่ในฐานะที่แวะมาหาเธอแบบนี้
ทั้งสองคนจดทะเบียนสมรสกันได้ไม่ถึงเดือน เพิ่งเจอกันแค่สองครั้ง
นอกจากรู้ว่าอีกฝ่ายชื่ออะไรแซ่อะไรแล้ว ก็ไม่สนิทกันเลย
อ้อ ไม่ใช่
จู้ซีรู้ว่าโจวอิงหวยหล่อและรวยมาก หล่อระดับดาราซุปตาร์ในวงการบันเทิง รวยขนาดที่เธอไม่กินไม่นอนทั้งปวงไม่ว่ายุคไหนก็สู้ไม่ได้
ตระกูลโจวในเมืองลี่เป่ยเหนือ เป็นตระกูลมหาเศรษฐีระดับสูงสุด โจวอิงหวยยิ่งยอดเยี่ยม อายุแค่สามสิบก็บริหารกิจการทั้งหมดของกลุ่มต๋าโจวแล้ว
ส่วนเธอ หัวหน้าพยาบาลฝึกหัดเล็ก ๆ ของแผนกศัลยกรรมประสาทโรงพยาบาลประชาชน และเพิ่งเลื่อนขั้นด้วยซ้ำ
อย่างที่คนอื่นพูด เป็นซินเดอเรลล่าบ้านจน โชคดีที่ได้อาศัยบุญคุณของแม่ที่แต่งงานใหม่ เป็นตัวแทนพี่สาวต่างมารดาอวี๋ชิงเกอ มาจดทะเบียนกับโจวอิงหวย
ความจริงจู้ซีก็นึกไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอวี๋ชิงเกอถึงมองโจวอิงหวยที่เนื้อหอมอย่างนี้ไม่เห็น ความดีงามนี้ตกลงมาถูกหัวซินเดอเรลล่าอย่างเธอได้ยังไง
สรุปสั้น ๆ คือ เธอกับโจวอิงหวยมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่ใกล้ชิดที่สุด แต่เป็นคู่แต่งงานที่ไม่สนิทกัน หากไม่มีธุระไม่รบกวน
-
จู้ซีกลับมาถึงแผนกศัลยกรรมประสาทชั้นเก้า สภาพจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
พยาบาลเสี่ยวเยวี่ยซื้อข้าวกลางวันห่อกลับมาให้เธอจากโรงอาหาร วางไว้ในห้องพัก
ช่วงพักเที่ยงนี้ ในห้องพักมีหมอและพยาบาลไม่น้อย ยังคุยเรื่องคนไข้ที่เพิ่งส่งเข้าผ่าตัดเมื่อกี้
จู้ซีเดินเข้าไป โยนเสื้อกาวน์เปื้อนไว้ข้าง ๆ
มองดูกับข้าวจากโรงอาหารก็ถอนใจ “สมแล้วที่ลูกวัวควายกินหญ้า! ฉันว่าหัวฉันมีทุ่งหญ้าเขียวขจีแล้วนะเนี่ย!”
เสี่ยวเยวี่ยหัวเราะคิก “คุณจูคะ ช่วงนี้ผักแพงกว่าเนื้อนะ รีบทานเถอะ”
“ฉันต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน!”
“เดี๋ยวเย็นหมดนะ”
“ถึงยังไงฉันก็รับไม่ได้ที่จะกินข้าวในสภาพนี้” จู้ซีขมวดคิ้ว หมุนตัวจะเดินจากไป
เพิ่งหันตัวไป ก็นึกอะไรขึ้นได้
หยุดฝีเท้าชะงัก หันกลับมาถามว่า “วันนี้ถึงคิวฉันแล้วเหรอ?”
เสี่ยวเยวี่ยพยักหน้า “ใช่คุณแล้ว!”
จู้ซีถอนใจอย่างจนใจ “บาปแท้ ๆ ฉันไปพนันกับพี่หวังพวกนั้นทำไม พวกเขาเป็นหมอประจำ มีเงินเดือนสูงหาเงินได้เยอะ ฉันแค่หมอฝึกหัดน้อย ๆ ม้ากรรมใช้เคราะห์ร้ายจะไปร่วมสนุกอะไร”
เธอถอนใจพลางหยิบมือถือออกมา ไม่นานก็สั่งชานมไปหลายสิบแก้ว
ตอนจ่ายเงิน เจ็บใจจนมือไม้สั่น
“คำพนันแบบนี้ ต่อไปอย่าเรียกฉัน” เธอฮึดฮัด “เสบียงกรังไม่พอ!”
เสี่ยวเยวี่ยเท้าคาง “ชานมแก้วนึงเอง ไม่ได้ให้เลี้ยงดินเนอร์ฝรั่งเศสที่ตี้จิ่งสักหน่อย”
หมอเสริมยุ “ใช่ครับคุณจู รอกินดินเนอร์ฝรั่งเศสตี้จิ่งสักมืออยู่นี่”
จู้ซีส่ายหน้า “รอให้ฉันใช้หนี้บ้านหมดก่อน อย่าว่าแต่สักมือเลย สามมือ ไม่สิ กินทุกวันก็ย่อมได้!”
เสี่ยวเยวี่ยถูมือ นัยน์ตาเป็นประกาย “ขอถามหน่อยสิคะ คุณจะใช้หนี้บ้านหมดเมื่อไหร่เหรอ?”
จู้ซียิ้มเจ้าเล่ห์ ดีดนิ้วคำนวณ “ก็ประมาณ ราว ๆ น่าจะ หรือว่า maybe อีกยี่สิบเก้าปีครึ่ง! รอไปเถอะ เรามีเวลาเหลือเฟือ”
เสี่ยวเยวี่ย: “หา? ตอนนั้นฟันฉันจะยังใช้การได้อยู่ไหมเนี่ย!”
หมอถอนใจ “ตอนนั้นฉันคงเปลี่ยนเป็นอาจารย์ใหญ่แช่ในฟอร์มาลินอาบน้ำแล้วมั้ง”
จู้ซียักไหล่ “งั้นก็แล้วแต่วาสนาของแต่ละคนแล้วกัน”
“ตัวฉันเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ทุกท่านอายุยืนเป็นอมตะ อยู่ไปตลอดกาล”
พูดไปหัวเราะไป เธอออกจากห้องเวร เตรียมกลับหอพักไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
แต่ไม่นึกเลยว่าที่หน้าประตูจะได้กลิ่นหอมเย็นนั้นอีกครั้ง
เธอเงยหน้าขึ้น ในที่สุดก็ได้ชดเชยแวบหนึ่งที่ค้างไว้ตอนอยู่ข้างล่าง
ผู้ชายสวมสูทเรียบกริบ รูปร่างสูงโปร่ง
แววตาทอดลงมาที่เธอ เย็นชาห่างเหิน
คือโจวอิงหวยที่ตามขึ้นมานั่นเอง
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง?” เธอสูดจมูกฟุดฟิด แล้วถามว่า “เมื่อกี้คนที่ฉันชนคือคุณเหรอ?”
โจวอิงหวยลดคางลงเล็กน้อย แล้วจ้องมองรอยเลือดที่ติดอยู่บนปลายแขนเสื้อและมือของเธอ
จู้ซีกำมือถือแอบไว้ข้างหลัง “ไม่ใช่ของฉันนะคะ หนึ่งยี่สิบส่งคนเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนมา ทั้งตัวมีแต่เลือด”
โจวอิงหวยพยักหน้า ไม่มีอารมณ์ใด ๆ
จู้ซีเม้มปาก หลุบตามองเห็นกล่องที่เขาถืออยู่ “ไปที่หอพักฉันเถอะ ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดี”
“ได้” โจวอิงหวยรับคำ แล้วเดินเคียงข้างเธอไป
จู้ซีชะงัก ปากไวใจเร็วกว่า “มาที่แผนกเรา มาตรวจสมองเหรอคะ?”
โจวอิงหวย: "......"
จู้ซีเม้มปาก ยิ้มแหย ๆ “มาหาฉันเหรอ?”
โจวอิงหวย: “ผ่านมาทางนี้ครับ”
จู้ซี: “อ้อ”
ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกในวันที่ไปจดทะเบียน
ครั้งที่สองก็คือ หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขาส่งแหวนแต่งงานที่สั่งทำพิเศษมาให้ ที่ปากทางหมู่บ้านที่เธออยู่ พูดกันสองประโยค
คือ: ให้คุณครับ พอดีเลย
วันนี้เป็นครั้งที่สาม
แหวนนั้นเธอไม่ได้ใส่ ถึงพอดีแต่ทำงานไม่สะดวก
จู้ซีที่เป็นหัวหน้าพยาบาลฝึกหัดนี่ เจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์มีหกวันที่อยู่โรงพยาบาล ไม่มีกลางวันกลางคืน
งานเล็กใหญ่น้อยในแผนกก็ต้องให้เธอจัดการ
คำว่าคุณจูฟังดูเพราะ แต่มันก็แฝงความกลัดกลุ้มใจ
นี่ก็เป็นเส้นทางที่หมอทุกคนต้องเดิน
โจวอิงหวยเองก็งานยุ่งมาก คุณพ่อของเขาเกษียณไปแล้ว กิจการทั้งหมดของกลุ่มต๋าโจวเขารับผิดชอบคนเดียว จึงไม่มีเวลามานัดเธอ
ต่างคนต่างไม่มีเวลา อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น
“หอพักฉันเล็กมากนะคะ” เสียงเธอแผ่วเบามาก แต่โจวอิงหวยก็ฟังความนัยที่แฝงอยู่ออก
เขาพูดว่า “ครับ ผมนั่งแป๊บเดียวก็ไปครับ”
ไม่นาน หอพักของเธอก็มาถึง อยู่มุมหนึ่งสุดทางเดิน
โจวอิงหวยหยุดเดินอยู่หน้าประตู “คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนครับ”
จู้ซียิ้ม ขอบคุณในความใส่ใจและมีมารยาทของเขา “ขอบคุณค่ะ”
เธอรีบเปลี่ยนเสื้อตัวบน ไม่กล้าให้สามีผู้แปลกหน้าคนนี้รอนานเกินไป
เขามองเห็นเธอสวมเสื้อทีเชิ้ตหลวม ๆ ตัวหนึ่ง ตรงหน้าอกเป็นรูปหัวสุนัขแสนน่ารัก
เสื้อยืดตัวค่อนข้างใหญ่ คลุมถึงสะโพก
ใต้ชายเสื้อที่พลิ้วไหว คือขาเพรียวตรงของเธอ
ลดทอนความอ่อนหวานเมื่อครู่ เพิ่มความน่ารักขึ้นอีกหลายส่วน เธอเผยใบหน้าซีดขาว “เข้ามาค่ะ”
โจวอิงหวยมาที่หอพักของเธอครั้งแรก สายตากวาดสำรวจอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง
ห้องเล็กมาก หน้าต่างเปิดไว้ครึ่งบาน มีลมพัดเข้ามา
นอกจากเตียงสองชั้น 1 เตียง โต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆ 1 ตัว เก้าอี้ที่เก่า ๆ หน่อย 1 ตัว
ก็เหลือเพียงตู้เย็นเล็กที่ยัดเข้ามา และเตาไมโครเวฟที่วางซ้อนอยู่ข้างบน
ห้องคับแคบ แต่ก็ไม่ขาดสิ่งใด เพียงแต่รกไปหน่อย
แววตาลึกล้ำกวาดไปที่เตียงของเธอ ก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างแทบไม่สังเกต
ความรำคาญใจที่เห็นความยุ่งเหยิงถูกกวาดขึ้นมาผ่านวูบเดียว และกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว
เขาวางกล่องอาหารที่นำมาให้เธอไว้บนโต๊ะหนังสือที่มีที่ว่างเพียงมุมเดียว “คุณนายฝากผมเอามาให้คุณครับ”
“คุณนาย?”
“คุณแม่ของคุณครับ”
จู้ซีเลิกคิ้ว คาดไม่ถึงอย่างยิ่ง “แม่ฉันไปหาเหรอ?”
โจวอิงหวยส่ายหน้า เตือนเธอว่า “แช่ตู้เย็นก่อนนะครับ ช่วงนี้อากาศร้อน”
จู้ซีหยิบทิชชู่เปียกแอลกอฮอล์ออกมาเช็ดมือ อย่างจดจ่อ
โจวอิงหวยเข้าใจลักษณะงานของเธอ “ไปล้างหน่อยเถอะครับ ผมไม่รีบ”
จู้ซีร้องอ๋อ แล้วหัวสุนัขก็หายวับไป
ถ้าไม่ใช่เพราะโจวอิงหวยมาเองโดยไม่ได้รับเชิญ และเธอเกรงว่าจะทำให้เขาต้องเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว มือนี้คงล้างไปนานแล้ว
จู้ซีไปล้างมือแล้ว โจวอิงหวยชะงักไปครึ่งวิ ยกมือขึ้นดึงทิชชู่เปียกแอลกอฮอล์มาเช็ดมือ
เปิดตู้เย็น เอาของกินที่เอามาให้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
ที่แม่ของจู้ซีกำชับไว้เป็นพิเศษ เขาเอามาแยกไว้ต่างหาก
พอกลับมา มือของจู้ซียังไม่ทันแห้งดี นอกจากที่นอนแล้ว ส่วนอื่น ๆ ดูเป็นระเบียบขึ้นเยอะ
จู้ซีตกใจ เลิกคิ้วขึ้นอย่างแนบเนียน
ผู้ชายคนนี้ ดูไม่ออกเลยว่าขยันใช้ได้!
โจวอิงหวยทิ้งทิชชู่เปียกที่ใช้เช็ดโต๊ะแล้วลงถังขยะ ชี้ไปที่กล่องข้าวอีกใบ “คุณนายกำชับมา ให้ผมเฝ้าคุณกินให้หมด”
จู้ซีเตะหลังเท้าขวาปิดประตูหอพักอย่างง่าย ๆ “คุณไม่ต้องเชื่อฟังขนาดนั้นก็ได้”
เธอเข็นเก้าอี้ให้เขา เชิญเขานั่ง ส่วนตัวเองพิงขอบโต๊ะ ท่วงท่าสบาย ๆ เฉื่อย ๆ “เพราะฉันก็ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่”
โจวอิงหวย: "......"
จู้ซียักไหล่อีกครั้ง เปิดกล่องข้าวดู
ตับหมูผัด ฝีมือแม่แท้ ๆ สมควรแล้วที่ต้องเฝ้าให้เธอกินจนหมด
โจวอิงหวยไม่ได้นั่ง ยืนอยู่ข้างตู้เย็น
พื้นที่คับแคบอยู่แล้วยิ่งอึดอัดขึ้น จู้ซีหยิบตับหมูเข้าปากไปชิ้นหนึ่งต่อหน้าเขา โดยไม่ใช้ตะเกียบ
ท่าทีเหมือนอย่างไรก็ได้ ขอแค่คุณกลับไปบอกว่าเสร็จงานก็พอ
“คุณไปบ้านตระกูลอวี๋มารึเปล่า?” เธอถาม
“ครับ”
บรรยากาศค่อนข้างเปราะบาง โจวอิงหวยยังคงสงบนิ่งเหมือนสองครั้งที่ผ่านมา
“พี่สาวคุณกลับมาแล้ว” เขาพูด
“อ้อ งั้นเราหย่ากันเถอะ”
