หลี่อี้ได้ยินคำพูดของหวางต้ากุ้ย ดวงตาก็เปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นมาทันที
ผู้ฝึกยุทธ เลี้ยงดูก็คือพลังปราณในใจ
หากปราณนี้รักษาไว้ไม่ได้ สูญสิ้นซึ่งกำลังวังชาแล้ว วิทยายุทธ์ทั้งร่างก็สูญเปล่าเช่นกัน
หลี่อี้กะจะลงมือสังหารหวางต้ากุ้ยตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว ถึงขั้นเตรียมบวกแต้มไว้แล้วด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเห็นพวกนักเลงหัวไม้ที่อยู่ข้างหลังหวางต้ากุ้ย หลี่อี้ก็อดกลั้นไว้ก่อน
ช่วยไม่ได้ เขาไม่ได้เป็นเหมือนก่อนข้ามภพ ที่ตัวคนเดียวไร้พันธะ จะทำอะไรก็ได้
แต่ตอนนี้ ข้างหลังเขายังมีน้องชายและน้องสาว จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกนาง
เว้นแต่เขาจะแข็งแกร่งพอ ถึงขั้นสังหารคนตรงหน้าได้หมดในพริบตา
หลังกล้ำกลืนโทสะในใจไว้ได้ หลี่อี้ก็มองหวางต้ากุ้ยอย่างลึกซึ้ง
“ไปรายงานตัวเมื่อใด”
หวางต้ากุ้ยมีแววแปลกใจวาบขึ้นบนหน้า เดิมทีคิดว่าหลี่อี้จะอ้อนวอนขอผ่อนผัน ไม่คิดเลยว่าจะยอมไปรับใช้แรงงานโยธาจริง ๆ
หวางต้ากุ้ยยิ้มแต้ไม่ถึงตา ตอบว่า “อีกสามวัน ไปรวมพลที่ตลาด ข้าจะพาพวกเจ้าไปรายงานตัวที่ค่ายใหญ่ชายแดน อย่าได้คิดหนีเด็ดขาด มิฉะนั้นถึงเวลาเจ้าต้องถูกตัดคอเองก็แล้วไปเถิด น้องชายเจ้ายังต้องรับใช้แทนที่เจ้าด้วย
กระทั่งน้องสาวเจ้า ก็จะถูกส่งเข้าค่ายใหญ่ด้วย!”
สตรีถูกส่งเข้าไปในค่ายใหญ่ แน่นอนว่าไม่ใช่ให้มาทำงานซักผ้าหุงข้าวหรอก จุดจบนั้นไม่ต้องบอกก็รู้
อาจถึงขั้นถูกส่งตัวเป็นนางทาสค่าย มอบให้เหล่าทหารเป็นภรรยาด้วยซ้ำ!
ได้ยินคำขู่ของหวางต้ากุ้ย เจตสังหารในใจหลี่อี้ยิ่งทวีความรุนแรง
หวางต้ากุ้ยเห็นหลี่อี้หน้าดำคร่ำเครียด ก็รู้ว่าในใจเขาต้องไม่สบอารมณ์แน่
แต่หวางต้ากุ้ยไม่สนใจ ในมือมีราชโองการ พวกไพร่ต่ำเหล่านี้มีแต่ให้เขาขยี้ จะหนีไปได้สักคนก็ไม่มี!
หัวเราะก้องอยู่หลายครั้ง หวางต้ากุ้ยก็นำนักเลงหัวไม้พวกนั้นหมุนตัวจากไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว มีนักเลงคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่ใหญ่ ถ้าหลี่อี้ไปรับใช้แรงงานโยธาจริง พวกเราจะจับน้องสาวเขามาได้ยังไง”
หวางต้ากุ้ยหรี่ตามองลูกพี่ผู้นี้ที่สมองไม่ค่อยแล่น แล้วตำหนิว่า “โง่! รอหลี่อี้มารายงานตัว ข้าจะส่งเขาไปเป็นทหารขับไล่ศัตรูโดยตรง ไอ้ท่าทางขี้ขลาดนั่น พอขึ้นสนามรบแล้วจะรอดดีได้ยังไง
ถึงตอนนั้นน้องสาวรูปงามของมัน ก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่ดี
รอให้ข้าเอร็ดอร่อยแล้ว ค่อยส่งต่อให้พวกนายทหาร บางทีอาจได้ของดีงามกลับมาบ้าง”
นักเลงผู้นั้นฟังแล้วตาลุกวาว ชูนิ้วโป้งให้ “ท่านพี่ใหญ่หลักแหลม! ข้าได้ยินว่าเมียของหลี่เอ้อร์หนิวก็ไม่เลวนะ ท่านพี่ใหญ่ไม่สนใจเลยหรือ”
หวางต้ากุ้ยย่นคิ้วตอบว่า “อย่าไปแตะต้องหลี่เอ้อร์หนิวตอนนี้ บ้านมัน... พิเศษนิดหน่อย!”
ส่วนจะพิเศษอย่างไร หวางต้ากุ้ยไม่บอก พวกลูกน้องเห็นเขาไม่ค่อยสบอารมณ์ ก็ไม่กล้าถามต่อ
……
ลานบ้านตระกูลหลี่
หลังจากคนพวกหวางต้ากุ้ยจากไปแล้ว หลี่อี้ก็ไม่รีรอเลย บวกแต้มประสบการณ์บน【มวยปาจี้】ลงไปจนหมด
ทักษะนี้พลันแปรเปลี่ยนในฉับพลัน
【มวยปาจี้ (ยังไม่เข้าน้อยไปถึงช่ำชอง): 0/800】
【ผลลัพธ์: ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น เลือดลมดั่งปรอท】
จากยังไม่เข้าน้อยจนถึงช่ำชอง ข้ามผ่านถึงสองขอบเขต
การยกระดับที่นำมาให้หลี่อี้ ก็สะพรึงอย่างยิ่งเช่นกัน
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังที่เพิ่มขึ้น กับเลือดลมที่แน่นหนึบ
ฝึกยุทธก็คือการฝึกเลือดลม ยิ่งเลือดลมสมบูรณ์แข็งแกร่ง วิทยายุทธ์ก็ยิ่งสูงส่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเหตุของโลกใบนี้หรือไม่ หลี่อี้พบว่าในขอบเขตเดียวกัน โลกนี้ตนเองเหนือกว่าโลกก่อนมากโขทีเดียว
คิดครู่หนึ่ง เขาก็มาถึงที่กองฟืน หยิบเอาท่อนไม้กลมที่ยังไม่ได้ผ่าขึ้นมา
กำลังวังชาในมือระเบิดตูม ท่อนไม้กลมก็พลันปริแตกเป็นเสี่ยง ๆ
หลี่อี้คลายมือ ขี้เลื่อยไม้ก็โปรยหล่นจากมือ
เรี่ยวแรงเช่นนี้ หากโดนคนเข้า คาดว่าจะทะลวงถึงปอดแน่
มีพลังเท่านี้ ก็นับว่ามีกำลังปกป้องตนอยู่บ้าง
แต่ยังไม่พอ! แค่นี้ ยังไม่เพียงพอให้หลี่อี้พึงพอใจ
เทียบกับวิทยายุทธ์หมัดแล้ว บางที【ยิงธนู】จะเป็นทักษะสำคัญในการเอาตัวรอดในช่วงชีวิตโยธาต่อจากนี้
หลี่อี้เดินกลับมาหน้าเป้า กำลังจะฝึกยิงธนูต่อ ข้างหลังก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“น้องอี้!”
หลี่อี้หันไปมอง เห็นสาวอายุสิบแปดสิบเก้านางหนึ่งยืนอยู่นอกลาน มองเขาอย่างขลาดเขิน
ในพริบตาที่เห็นนาง หลี่อี้ก็นึกถึงกวีบทหนึ่ง—บุปผางามกลางชลธาร สดใสไร้การปรุงแต่ง
นางร่างสูงโปร่ง ไม่เพียงแต่ผิวขาวผุดผ่อง โครงหน้ายังงดงามประณีตยิ่ง
แค่เหลือบมอง ก็ยากจะละสายตา
วินาทีที่เห็นนาง หลี่อี้ก็อดคิดถึงดาวหญิงฉายาเซียนสวรรค์ในชาติก่อนไม่ได้
นางคือน้องสาวของหลิวหรู หลิวฟาง ทั้งที่เป็นพี่น้องแท้ ๆ แต่กลับต่างสไตล์กันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งอวบเย้ายวน อีกคนงามบริสุทธิ์
สองนางยืนเคียงกัน นับว่ามีเสน่ห์คนละอย่าง ยากจะตัดสินได้ว่าใครจะดีกว่าใคร
หลี่อี้นึกถึงเรื่องที่หลิวหรูเคยเอ่ยกับเขาเมื่อก่อน เรื่องการเป็นสามีรอง ก็พลันรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถึงกับยากเกินรับ
ใช่จะเกิดตัณหาเพราะความงาม เป็นเพียงต้องการตอบแทนบุญคุณ
หลี่อี้วางธนูในมือลง ถามว่า “เจ้ามีอะไรกับข้าหรือ”
หลิวฟางเม้มปาก พูดเสียงเบาว่า “พี่เอ้อร์หนิวเรียกให้เจ้าไป พี่เขาอยากจะบอกเรื่องบางอย่าง”
เห็นท่าทางหลิวฟาง ในใจหลี่อี้ก็เข้าใจ ส่วนมากคงเป็นเรื่องสามีรอง
เรื่องนี้ไม่ว่าเขาจะรับหรือไม่รับ ก็ต้องสะสาง
เขาจึงวางธนูในมือลง แล้วตะโกนถามเข้าไปในบ้านว่า “พี่หรู ข้าออกไปข้างนอก ช่วยดูเสี่ยวซิ่นให้ข้าที”
ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงตอบจากหลิวหรูว่า “ได้ เจ้าไปเถอะ!”
“ขอบคุณ!”
หลี่อี้ถึงเดินออกจากลาน แล้วตามหลิวฟางไปยังบ้านของหลี่เอ้อร์หนิว
ต่างก็แซ่หลี่เหมือนกัน แถมอยู่ห่างกันแค่สิบกว่าเมตร แต่บ้านของหลี่เอ้อร์หนิวกับบ้านของหลี่อี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลี่อี้อาศัยในกระท่อมมุงจาก ขณะที่บ้านหลี่เอ้อร์หนิวเป็นบ้านไม้ที่ดูโอ่โถง สมกับที่เป็นช่องว่างระหว่างชาวนายากจนกับชาวนามั่งคั่ง
ระหว่างทาง หลิวฟางแอบมองหลี่อี้เงียบ ๆ หน้าแดงวาบเป็นระยะ ๆ ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
พอเข้าไปในบ้านหลี่เอ้อร์หนิว หลี่อี้ก็เห็นหลี่เอ้อร์หนิวนอนอยู่บนเตียงอิฐ หน้าซีดเหลือง
เมื่อเทียบกับคราวที่แล้วที่เจอกัน หลี่เอ้อร์หนิวผอมลงไปอีกมาก
แล้วดูสีหน้าซีดหมองนั่น เกรงว่าคงมีชีวิตต่อไปได้ไม่นานจริง ๆ
หลี่เอ้อร์หนิวเห็นหลี่อี้เข้ามา ก็พยายามจะพยุงตัวลุก
หลี่อี้รีบเข้าไปประคองหลี่เอ้อร์หนิวไว้ “พี่เอ้อร์หนิว พี่ไม่สบาย นอนพูดก็ได้”
หลี่เอ้อร์หนิวพึมพัมไม่กี่คำ แล้วใช้มือเหี่ยวย่นจับมือหลี่อี้ไว้ “อี้เอ้อร์ ข้ามีเรื่องอยากขอเจ้าสักเรื่อง”
หลี่อี้ถอนหายใจ “พี่เอ้อร์หนิวช่วยชีวิตข้า มีอะไรก็พูดมาเถิด จะต้องใช้คำว่าขออะไร”
คราวนี้หลี่เอ้อร์หนิวยิ่งกำมือแน่นขึ้น
เขามองไปทางหลิวฟาง “เสี่ยวฟาง เจ้ามานี่!”
หลิวฟางย่างเท้ามาที่ข้างเตียงอิฐด้วยท่าทีว่าง่าย ก้มศีรษะ มือจับเสื้อผ้า บิดไปบิดมาไม่หยุด
วินาทีต่อมา หลี่เอ้อร์หนิวก็จับมือนางไว้ แล้วยัดใส่มือของหลี่อี้
“อี้เอ้อร์ ข้าขอพูดตรง ๆ เถอะ ข้าอยากให้เจ้าช่วยเป็นสามีรองให้!”
แม้จะเคยได้ยินมาจากหลิวหรูแล้ว แต่พอได้ยินหลี่เอ้อร์หนิวเอ่ยปากด้วยตัวเอง น้ำหนักก็ยังต่างกันอยู่ดี