บทที่ 5 ช่วงชิงนิ้วทอง
ลี่เหยี่ยนโจวเห็นแม่ตัวเองผลักเฉียวเซียงเหยาล้มลงในหิมะก็ใจแทบขาด รีบเข้าไปประคองคนขึ้นมา
“แม่! คุณทำอะไรน่ะ? คุณอาเซียงเหยาเพิ่งตกบันได ขายังเจ็บอยู่เลยนะ!”
ฟ่านอวี้เหมย์ไม่สบอารมณ์ สวนกลับไปว่า “นางหาเรื่องเอง!”
หลินเจี้ยนเวยยืนมองอยู่ข้าง ๆ พลางขำในใจ
นางรู้ดีว่าแม่สามีกับเฉียวเซียงเหยาสองคนนี้ไม่ถูกกันมาตลอด
ในหนังสือ นอกจากตัวนางเองที่เป็นตัวประกอบ และท่านปู่ลี่ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความรักของพระเอกนางเอกแล้ว ฟ่านอวี้เหมย์ก็คืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดบนเส้นทางรักของทั้งคู่
ไม่เพียงแต่ก่อนแต่งจะขัดขวางการพบปะไปทุกทาง แม้ภายหลังถูกบีบให้ยอมรับแล้ว หลังแต่งก็ยังหาเรื่องกลั่นแกล้งเฉียวเซียงเหยาไม่เว้นวัน เป็น “แม่สามีใจร้าย” โดยแท้
“พ่อ แม่ อย่ายืนเฉยสิ!” ลี่เหยี่ยนโจวหนาวจนฟันกระทบกัน “รีบไปขอร้องท่านปู่เร็วเข้า ถ้าคุกเข่าต่อไป ลูกชายพวกคุณต้องแข็งตายแน่!”
ฟ่านอวี้เหมย์เดิมอยากให้พวกเขาคุกเข่าอีกสักพัก แต่เห็นลูกหน้าซีด ตัวสั่นไปทั้งร่าง สุดท้ายก็อดสงสารไม่ได้ พูดห้วน ๆ ว่า “รออยู่ตรงนี้” แล้วเดินนำลี่เฟิงเข้าไปในบ้าน
ตอนเดินผ่านหลินเจี้ยนเวย นางยังถลึงตาใส่แรง ๆ
หลินเจี้ยนเวยมองแผ่นหลังนางพลางเบะปาก แล้วเดินตามเข้าไป
ฟ่านอวี้เหมย์ตรงไปที่หน้าห้องหนังสือ เคาะประตูเบา ๆ “พ่อคะ ติดธุระอยู่หรือเปล่า?”
“ฟ้ามืดแล้ว ลมข้างนอกก็แรงขึ้น เหยี่ยนโจวยังคุกเข่าอยู่ในหิมะ ปากก็เริ่มคล้ำแล้ว... ให้เขาเข้ามาผิงไฟอุ่น ๆ ก่อนดีไหม? ถ้ามีอะไรผิด ก็ค่อยสอนในบ้านก็ได้”
ในห้องไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงกระแทกถ้วยลงบนโต๊ะดัง “ตุ้บ” อย่างหนักแน่น
หลินเจี้ยนเวยมองดูก็รู้ว่าท่านปู่ยังกริ้วอยู่
ฟ่านอวี้เหมย์ฝืนใจพูดต่อ “พ่อคะ เด็กมันรู้ว่าผิดแล้วจริง ๆ คุกเข่ามาร่วมชั่วโมงกว่าแล้ว ถ้าหนาวจนป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา มันก็จะติดตัวไปทั้งชีวิตนะเจ้าคะ”
เห็นท่านปู่ยังไม่ปริปาก นางจึงใช้ข้อศอกกระทุ้งสามี
ลี่เฟิงหลุดจากภวังค์ รีบช่วยเสริม “ใช่ครับพ่อ พรุ่งนี้เหยี่ยนโจวต้องไปทำงานด้วย ที่ทำงานกำลังประเมินพนักงานดีเด่นอยู่ ไปช้าไม่ดีแน่”
“เด็ก ๆ ยังเด็กไม่รู้ความ พูดจาไม่รู้จักคิด” ฟ่านอวี้เหมย์ทำหน้ายิ้มแย้ม “รอให้น้องเขยกลับมา แม่จะให้มันรู้สำนึกผิด ขอร้องล่ะ หิมะลงฟ้าขนาดนี้ เด็กมันทนไม่ไหวจริง ๆ นะเจ้าคะ...”
“แต่ท่านแม่” หลินเจี้ยนเวยพลันเอ่ยขึ้น “เมื่อกี้ที่ลานบ้าน เหยี่ยนโจวยังตวาดใส่ข้าเลย จะว่าไปไหนเลยว่าเขารู้สำนึกผิด?”
“อีกอย่าง วันนี้เขายังให้ข้าคุกเข่าอยู่ในหิมะตั้งครึ่งวัน ข้าก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่? เขาเป็นผู้ชายทั้งคน จะบอบบางอ้อนแอ้นกว่าข้าอีกหรือ?”
“หุบปาก! นี่เรื่องของแกด้วยหรือ!” ฟ่านอวี้เหมย์ถลึงตาใส่ทันที “ไปอยู่ข้าง ๆ!”
จะว่าฟ่านอวี้เหมย์ไม่ชอบเฉียวเซียงเหยา นางก็ไม่ได้ชอบหลินเจี้ยนเวยมากกว่า
ขนาดใจสามีตัวเองยังเอาอยู่ไม่ได้ ถูกเฉียวเซียงเหยาปั่นหัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ช่างเป็นตัวไร้ประโยชน์สิ้นดี
ถูกฟ่านอวี้เหมย์ตวาด หลินเจี้ยนเวยพลันตาขอบแดง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ท่านแม่ลำเอียง! วันนี้ข้าถูกใส่ร้ายคุกเข่าในหิมะตั้งครึ่งวัน ไม่มีใครพูดแทนข้าสักคำ เหยี่ยนโจวเถียงน้องเขย แถมช่วยคนนอกมารังแกข้า แค่คุกเข่าได้ชั่วโมงเดียว ท่านก็ทนไม่ได้ สรุปแล้วข้าก็คือคนนอก ต่อให้ทำยังไงก็ไม่มีวันถูกใจพวกท่าน”
นางเช็ดน้ำตาคลอ ล้วงแบบฟ้องหย่าออกมาจากกระเป๋า “เมื่อทุกคนไม่ชอบข้า ข้าก็จะไม่ขวางหูขวางตาใครที่นี่อีก ให้ลี่เหยี่ยนโจวเซ็นใบหย่านี่เสียเลย”
ฟ่านอวี้เหมย์ล้วงหูแกรก นางฟังผิดไปหรือเปล่า?
สามปีที่ผ่านมา สะใภ้คนนี้ที่รั้นไม่เลิก ไล่ยังไงก็ไม่ไป วันนี้กลับเอ่ยปากขอหย่าเอง?
นางยื่นมือไปจับหน้าผากหลินเจี้ยนเวย “ไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหม?”
“ท่านแม่ ข้าจริงจังนะเจ้าคะ” หลินเจี้ยนเวยสะอื้นฮัก ๆ “ใจของเหยี่ยนโจวไม่ได้อยู่ที่ข้า ทุกคนก็ไม่ต้อนรับข้า ข้าจะอยู่ให้คนเขาเกลียดไปทำไม”
ฟ่านอวี้เหมย่มองนางอย่างไม่ไว้ใจ “แกจะทิ้งได้ลงคอจริง ๆ หรือ?”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลินเจี้ยนเวยเช็ดน้ำตา “อย่างมากก็ร้องไห้สักเดือนหนึ่งก็คงหาย”
“พวกท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าหย่าแล้วจะไม่มีที่ไป ตอนแรกพ่อแม่ข้าให้สินเดิมมาตั้งหลายอย่าง ข้าได้ทำบัญชีไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “ของกับเงินพวกนี้ ดูสิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าทางบ้านร้อนเงินขอยืมไปก่อน แล้วก็กล้องถ่ายรูปของเสี่ยวเจ๋อ จักรยานของเสี่ยวเฟย ข้าเป็นคนซื้อทั้งนั้นเลยนะเจ้าคะ พอหย่ากัน พวกท่านก็เอาของพวกนี้คืนข้ามา หรือไม่ก็ตีราคาชดใช้มา ข้าจะได้เอาเงินไปหางานทำนอกบ้าน ก็คงพอเลี้ยงตัวเองได้”
ฟ่านอวี้เหมย์จ้องไปที่ตัวเลขห้าพันบาทตอนท้ายบัญชี รู้สึกชาหนังศีรษะวาบ
สามปีที่ผ่านมาพวกนางผลาญสินเดิมของหลินเจี้ยนเวยไปมากขนาดนี้เชียวหรือ?
ไม่ว่าเรื่องจริงหรือหลอก เงินจำนวนนี้นางไม่มีทางคายออกมาเด็ดขาด!
ยัยเด็กเวรนี่คิดบัญชีได้ละเอียดยิบ ใจเด็ดเดี่ยวจะเอาหย่าให้ได้?
เทียบกับเฉียวเซียงเหยาหญิงร้อยเล่ห์แสนกล หลินเจี้ยนเวยถึงจะไม่ได้เรื่อง แต่ก็ซื่อสัตย์รู้ที่ต่ำสูง ใจก็ฝักใฝ่แต่เหยี่ยนโจว
นางยอมให้ยัยเด็กโง่คนนี้เป็นสะใภ้ต่อไปดีกว่า
ฟ่านอวี้เหมย์กำลังจะอ้าปากปลอบ แต่ประตูห้องหนังสือก็ดัง “แอ๊ด” เปิดออก
ท่านปู่ลี่สีหน้าเครียด ยืนอยู่ตรงหน้าประตู “บัญชีอะไร? เอามาให้ข้าดู”
ฟ่านอวี้เหมย์รีบซ่อนบัญชีไว้ข้างหลัง “ปะ เปล่าเจ้าค่ะ เด็กคนนี้พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย”
นางหันไปถลึงตาใส่หลินเจี้ยนเวย เป็นเชิงห้ามไม่ให้พูดพล่าม
ท่านปู่ไม่รู้เรื่องที่พวกนางผลาญสินเดิมของหลินเจี้ยนเวยไปมากขนาดนี้ ถ้าท่านรู้เข้า ต่อให้ไม่หย่าก็ต้องบังคับให้พวกนางคายเงินออกมา
เงินพวกนั้น ใช้ไปตั้งนานแล้ว จะเอามาจากไหนได้อีก
หลินเจี้ยนเวยแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสายตานาง “ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ! ยังไงพวกท่านก็ลำเอียง ข้าเป็นแค่คนนอกในตระกูลนี้ สู้หย่าไปเลยดีกว่า พวกท่านเอาสินเดิมของข้าคืน...อื้อ...”
ฟ่านอวี้เหมย์รีบเอามือปิดปากนาง “ไม่ลำเอียง! ไม่ลำเอียง! ให้ไอ้ลูกเวรคนนั้นคุกเข่าต่อไป เป็นการออกอากาสให้เจ้า ตกลงไหม?”
“อื้อ...” หลินเจี้ยนเวยดึงมือนางออก “คนลงโทษพวกเขาก็คือท่านปู่กับน้องเขย จะว่าให้ออกอากาสให้ข้าได้ยังไง?”
“แล้วแกจะเอายังไง?” ฟ่านอวี้เหมย์จนปัญญา
หลินเจี้ยนเวยกะพริบตาปริ่มน้ำ “ข้าจำได้ว่าท่านเคยพูด ตระกูลลี่มีกำไลเงินสำหรับส่งต่อให้สะใภ้ ข้าแต่งเข้าตระกูลนี้มาสามปีแล้ว ท่านไม่เคยเอ่ยปากจะให้ข้าเลย แสดงว่าในใจท่านไม่เคยยอมรับข้า ไม่เคยเห็นข้าเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ”
ฟ่านอวี้เหมย์ตาไหววาบ
แน่นอนว่าไม่เคยยอมรับ ที่แต่งเข้ามาตอนแรกก็เพื่อกันเฉียวเซียงเหยาเท่านั้น
รอวันหน้าเจอครอบครัวที่เหมาะสมกว่านี้ นางจะให้ลี่เหยี่ยนโจวแต่งใหม่แน่นอน สมบัติตกทอดนี้ ควรเก็บไว้ให้สะใภ้ที่ถูกใจจริง ๆ
หลินเจี้ยนเวยเห็นสีหน้านางก็เข้าใจ ร้องไห้ต่อ “ข้าก็รู้... หย่าไปเลยดีกว่า!”