รุ่งเช้าวันถัดมา
เฉินจี้กับเพื่อนร่วมวงไปถึงสถานที่จัดเทศกาลดนตรี แล้วซ้อมตำแหน่งยืนเต้นบนเวทีอีกครั้ง
กว่าจะถึงเที่ยง พวกเขาถึงลงจากเวทีและยกพื้นที่ให้ศิลปินคนอื่นซ้อมต่อ
“ได้ยินว่ามีร้านปิ้งย่างอร่อยอยู่แถวนี้ เที่ยงนี้ไปกินกันไหม?” หนุ่มผมทองคนเดิมเสนอขึ้น
หยางรุ่ยเพิ่งคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ พอได้ยินก็หันไปมองเบาะหลัง ก่อนตอบด้วยสำเนียงอังกฤษแบบผู้ดี “ไม่ได้ แดเนียล คืนนี้เราต้องขึ้นเวที ต้องดูแลเสียงหน่อย กินอะไรเบา ๆ กันเถอะ”
ลีโอที่กำลังขับรถก็พูดขึ้นว่า “รอให้แสดงเสร็จก่อนค่อยไปไหม หรือจะเก็บไว้กินเป็นมื้อดึก?”
แดเนียลกลอกตามองทั้งคู่ แล้วเถียงเสียงแข็ง “ฉันก็แค่พูดเฉย ๆ น่า คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าต้องกินเบา ๆ?”
หยางรุ่ยรู้ไส้รู้พุงเขาดี จึงส่ายหน้าอย่างขบขัน แต่ก็แอบเพิ่มข้อเสนอนี้ลงในแผนมื้อดึกหลังการแสดงไว้ในใจ
หลังกลับโรงแรมและกินมื้อเบา ๆ กันแล้ว หยางรุ่ยก็บอกทุกคนให้กลับห้องไปพักสักหน่อย ช่างแต่งหน้าจะมาถึงหลังบ่ายสอง
แต่เฉินจี้กลับลุกขึ้นเดินออกไปในตอนนั้น
“จะไปไหน?” หยางรุ่ยถาม
เฉินจี้ตอบว่า “ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต”
“อ๋อ” หยางรุ่ยไม่ถามต่อ หันไปขึ้นลิฟต์กลับห้องพัก
ในโรงแรมมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้วย
แต่อยู่ตรงข้ามสระน้ำชั้นหนึ่ง
เฉินจี้ไม่ได้อยากซื้ออะไรเป็นพิเศษ จึงหยิบเครื่องดื่มมาสองสามขวดตามใจ แต่กลับขอถุงพลาสติกมาหลายใบ
เพราะเป้าหมายของเขาคือถุงพลาสติกต่างหาก
เมื่อคืนนี้ ไม่รู้ว่าเพราะเหอซีพูดจ้อเสียยืดยาวหรือเปล่า พอตื่นขึ้นมาเฉินจี้ก็จำเรื่องที่คุยกันได้ไม่ค่อยชัด มีเพียงประโยคสำคัญบางประโยคที่ยังติดอยู่ในใจ
หนึ่งในนั้นคือเรื่องประโยชน์ของถุงพลาสติกใบนี้
ถ้าอย่างนั้น เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันจากถุงพลาสติกในคืนแรกที่มาถึงออสเตรเลีย ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริง ๆ งั้นเหรอ?
เป็นฝีมือเหอซีหรือเปล่า?
เฉินจี้ถือถุงพลาสติกเข้าไปในลิฟต์
ตอนนั้นในลิฟต์มีแค่เขาคนเดียว เขามองตัวเลขชั้นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป เสียงเครื่องจักรทำงานดังก้องอยู่ข้างหู จู่ ๆ เฉินจี้ก็ขยับริมฝีปาก
หลังยุ่งกับงานมาตลอดช่วงเช้า ตอนนี้เขาถึงเพิ่งมีเวลาว่างพอจะลองพิสูจน์เรื่องที่ค้างคาใจ จึงเอ่ยเสียงเบาว่า
“เหอซี?”
