“ออกไปให้หมด”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แม้เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เต็มห้อง สีหน้าของเขาก็ยังเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
น่าแปลกที่คนเหล่านั้นซึ่งเมื่อครู่ยังกระซิบกระซาบกันอยู่ พอได้ยินคำพูดของชายหนุ่มก็พากันออกไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา ในห้องก็เหลือแค่เย่จิงชิวกับผู้แทนพรรค
เย่จิงชิวค่อย ๆ นึกขึ้นได้
เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิด คนที่ยืนอยู่ข้างประตูเมื่อครู่คือลู่อวิ๋นสือ
ไม่ใช่ยมทูตหน้าตายที่แผ่กลิ่นอายอำมหิตไปทั่วตัวตรงหน้าคนนี้
“แล้วคนเมื่อกี้ล่ะคะ?”
เธอชี้ไปยังจุดที่ลู่อวิ๋นสือเพิ่งยืนอยู่ “ท่านผู้บังคับบัญชา พวกคุณบอกว่าจะให้ฉันเลือกไม่ใช่เหรอคะ ฉันเลือกแล้ว ตอนนี้หมายความว่ายังไง?”
ถ้ามีข้อสงสัย เธอมักจะถามออกมาตรง ๆ ในตอนนั้นเลย
ผู้แทนพรรคอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดได้ “เอ่อ... สหายเย่ เรื่องนี้...”
“ผมอยู่นี่”
คนที่ตอบคือยมทูตหน้าตาย “ผมคือคนที่คุณเลือกแต่งงานด้วย”
เย่จิงชิวจ้องชายตรงหน้าไม่กะพริบตา
เธอคิดว่า ตัวเองก็ไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย
เหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้ชายคนนี้พูดโกหกหน้าตาเฉย?
คิดไปคิดมา ก็มีความเป็นไปได้อยู่แค่สองข้อ
ข้อแรก ผู้ชายคนนี้ชอบเธอ เลยเสนอตัวเอง
ข้อสอง ลู่อวิ๋นสือไม่อยากแต่งกับเธอ ผู้ชายคนนี้เลยอาสามาช่วยแก้สถานการณ์
เพียงมองชายหนุ่มเพิ่มอีกครั้ง
เย่จิงชิวก็มั่นใจว่าต้องเป็นข้อสองแน่
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เต็มใจ
เธอก็ไม่คิดจะฝืนใจเขา
เย่จิงชิวพยักหน้าทันที แล้วถามตรง ๆ “ขอทราบได้ไหมคะว่าคุณเป็นใคร พอจะแนะนำตัวเองให้ฉันฟังได้ไหมคะ? ตำแหน่ง หน้าที่การงาน ครอบครัว ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดีค่ะ”
เหตุผลหลักที่เธอเลือกแต่งงานกับลู่อวิ๋นสือ
ก็เพราะสะดวกและปลอดภัย
ถ้าผู้ชายตรงหน้ามีคุณสมบัติสองข้อนี้เหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายไม่คิดว่าผู้หญิงตรงหน้าจะเชื่อคำโกหกของเขาง่ายดายขนาดนี้
เป็นอย่างที่ผู้แทนพรรคคาดไว้จริง ๆ
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้คิดได้แล้วเลิกตามตื๊อเจียงหวยเสียหน่อย
ชัด ๆ ว่าเธอคิดจะอ้อมไปให้ถึงเป้าหมาย!
ถึงได้ไม่สนใจว่าจะแต่งกับใคร
วางแผนมาได้แยบยลดีจริง
ไม่ดูเสียบ้างว่านี่มันที่ไหน!
“เสิ่นเฮ่อเหยี่ย”
ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ น้ำเสียงไร้ความอบอุ่นแม้แต่น้อย พูดสั้นกระชับว่า “สหายเย่ คุยกันตามลำพังหน่อย”
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยคิดว่างาน “เก็บกู้ระเบิด” แบบนี้ เหมาะที่สุดที่จะให้ผู้บังคับกองร้อยอย่างเขาลงมือเอง
เขาไม่เคยยอมให้ใครมาทำเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ ในเขตของตัวเองเด็ดขาด!
เย่จิงชิวกับเสิ่นเฮ่อเหยี่ยนั่งประจันหน้ากันที่โต๊ะตัวหนึ่ง
ทั้งคู่ต่างเงียบ ๆ สำรวจอีกฝ่าย
ไม่มีใครเปิดปากก่อน
เย่จิงชิวไม่รู้เลยว่าภาพลักษณ์ของเธอในใจเสิ่นเฮ่อเหยี่ยตกต่ำจนแทบถึงก้นเหวแล้ว
เธอแค่พยายามนึกถึงชื่อที่ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง
แต่กลับนึกไม่ออกจริง ๆ
คงเป็นตัวละครที่ถูกพูดถึงแค่ครั้งสองครั้ง แถมมีบทบาทในนิยายน้อยกว่าลู่อวิ๋นสือเสียอีก
ข้อมูลทุกอย่างคงต้องหาทางสืบเอาทีหลัง
ไม่ค่อยดีเลย
“เสิ่นเฮ่อเหยี่ย อายุ 28 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่หนึ่ง กองพลที่ * กองทัพบกที่ * พ่อแม่สุขภาพแข็งแรง มีพี่น้องสองคน พี่ชายแต่งงานมีลูกแล้วหนึ่งชายหนึ่งหญิง ปีนี้...อายุยังไม่ถึงสามขวบ”
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามยื่นนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง
รอจนเย่จิงชิวหันมามอง
เขาถึงค่อย ๆ เอ่ยปาก ระหว่างนั้นคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อยตลอดเวลา
ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้นจริง ๆ
ต่อให้สายตาของเขาดูน่ากลัวแค่ไหน เย่จิงชิวก็ยังสบตากลับอย่างไม่หวั่นไหว น้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม “หลังแต่งงานแล้ว เราต้องอยู่กับพ่อแม่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ไหมคะ? ตอนคุณไม่อยู่ ฉันต้องคอยดูแลผู้ใหญ่ทั้งสองหรือเปล่า? ที่บ้านคุณมีปัญหาเรื่องแบ่งมรดกไหมคะ? คุณจะรู้สึกไม่พอใจเพราะพ่อแม่ลำเอียง แล้วเอาความรู้สึกนั้นมาลงกับครอบครัวเล็ก ๆ ของเราหรือเปล่า?”
ยิ่งคำถามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
สีหน้าของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามก็ยิ่งมืดครึ้มลงทีละน้อย ประหนึ่งน้ำแข็งกลางฤดูหนาว
เย่จิงชิวสีหน้าสงบนิ่ง แล้วถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ผู้บังคับกองร้อยเสิ่นคะ ขอถามหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณอายุเกือบสามสิบแล้วยังไม่แต่งงาน? เป็นเพราะปัญหาสุขภาพ หรือมีคนที่รักแต่ไม่ได้ครอบครองอยู่ในใจคะ?”
ในยุคสมัยนี้ อายุ 28 แล้วยังไม่แต่งงานก็ถือว่าโสดเกินวัยไปมากแล้ว
เย่จิงชิวแค่กลัวว่าจะมีรักแรกในดวงใจที่กลายเป็นปัญหาตามมา
ยุ่งยากน่าดู
ก่อนหน้านี้อีกเหตุผลหนึ่งที่เธอเลือกลู่อวิ๋นสือ
ก็เพราะลู่อวิ๋นสือเป็นเด็กกำพร้า
ไม่มีเรื่องต้องจัดการกับพี่สะใภ้หรือลูกสะใภ้กับแม่สามี
เรียกได้ว่ากินอิ่มคนเดียวก็พอ ไม่ต้องเลี้ยงใครเพิ่ม แต่มีเธออีกคนก็ไม่ได้เป็นภาระอะไร
แต่ผู้ชายตรงหน้าคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องซับซ้อนกว่า
เย่จิงชิวไม่ค่อยพอใจนัก
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะมานั่งอยู่ตรงนี้ ถูกผู้หญิงคนหนึ่งเลือกแล้วเลือกอีก
แต่เขาไม่ลืมว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อ “เก็บกู้ระเบิด”
เขาเม้มริมฝีปากแน่น พอพูดออกมา น้ำเสียงก็เย็นชาลงกว่าเดิม “เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณควรเอามาคิด”
เดิมทีเสิ่นเฮ่อเหยี่ยไม่คิดจะแต่งงาน
ชาตินี้ก็ไม่คิด
แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะรักใครแล้วไม่ได้ครอบครอง หรือเพราะปัญหาสุขภาพอย่างที่เย่จิงชิวพูด
สมรรถภาพทางกายของเขาจัดอยู่ในระดับต้น ๆ ของหน่วย ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดอะไรแบบนี้ นับเป็นการหยามเกียรติเสิ่นเฮ่อเหยี่ยอย่างหนึ่ง
เหตุผลที่เสิ่นเฮ่อเหยี่ยไม่แต่งงานนั้นง่ายมาก—กลัวความยุ่งยากและไม่มีความรู้สึก
ถ้าต้องอยู่กับผู้หญิง สู้ไปฝึกที่สนามฝึกทุกวันยังดีกว่า
ความรู้สึกตอนออกปฏิบัติภารกิจแล้วคว้าความชอบทางทหารกลับมาทีละอย่าง ไม่มีอะไรทำให้เขารู้สึกสบายไปทั้งตัวได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ส่วนเรื่องที่บ้าน
พี่ชายกับพี่สะใภ้มีลูกแฝดชายหญิง บ้านก็ไม่เคยเงียบเหงา
เขาจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่สำคัญ
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เย่จิงชิวฟังตามตรงทุกประการ
เขายังพูดอีกว่า “ในหน่วยนี้คงไม่มีใครแต่งกับคุณนอกจากผม คิดให้ดี คุณแน่ใจหรือว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ?”
“ผมแต่งกับคุณได้ แต่หวังว่าคุณจะรู้จักวางตัวและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี”
“อย่าทำอะไรเกินขอบเขต!”
“ผมยุ่งมาก ต้องออกปฏิบัติภารกิจอยู่บ่อย ๆ หวังว่าคุณจะดูแลตัวเองได้ อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นตามใจชอบ”
“ถ้าคุณทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อหน่วยแม้แต่นิดเดียว ผมจะส่งคุณกลับบ้านเดิมทันที”
“ค่าอาหารกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณที่บ้านเดิม ผมจะจัดการให้”
“แต่ก็มีแค่นั้น”
ทุกคำที่เสิ่นเฮ่อเหยี่ยพูดล้วนบาดหู
เดิมทีเขาคิดว่าพอพูดประโยคแรก ผู้หญิงตรงหน้าคงเริ่มโวยวาย
ใครจะรู้ว่าแม้เขาจะพูดจบทุกอย่างแล้ว เธอก็ยังนั่งเงียบ ๆ ตั้งใจฟังเขาอยู่
เย่จิงชิวพอเข้าใจแล้ว
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยมองเธอเป็นระเบิด
ทุกคำที่เขาพูดให้ความรู้สึกราวกับพร้อมจะตายไปพร้อมกับระเบิด พูดได้อย่างฮึกเหิมหนักแน่น
การแต่งงานกับเธอแทบจะเหมือนกับการทำภารกิจระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ
ถ้าเป็นยุคหลังคงมีอีกคำเรียกหนึ่ง ในนิยายมักเรียกว่าการแต่งงานตามสัญญา
ต่างกันแค่ว่าฝ่ายหนึ่งเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล
ส่วนอีกฝ่ายดูยิ่งใหญ่กว่า เพราะเสียสละเพื่อองค์กรและส่วนรวม
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยเห็นเธอเงียบไปนาน
ตอนนี้เธอก้มตาลง ขนตากะพริบเบา ๆ
เขานึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดแผนแยบยลอะไรอยู่อีก
ผู้แทนพรรคบอกว่า สหายหญิงเย่จิงชิวคนนี้รับมือยากมาก
เผลอเพียงนิดเดียวก็หลุดมือไปก่อเรื่องใหญ่ได้
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยกำลังจะเอ่ยเตือน ให้เธอเก็บความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนั้นกลับไปให้หมด
วิธีแบบนั้นใช้กับเขาไม่ได้ผลหรอก!
แต่แล้วก็เห็นหญิงสาวเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีอ่อนดุจหมอกจางในฤดูหนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “ผู้บังคับกองร้อยเสิ่น แล้วเรื่องนอนด้วยกันล่ะคะ?”
การแต่งงานตามสัญญามีหลายรูปแบบ
บางคู่ไม่รักกัน แต่มีความสัมพันธ์ทางกาย
บางคู่ไม่ข้องเกี่ยวกันทั้งกายและใจ
แต่ละแบบก็มีสิ่งที่ต้องแลกต่างกัน
เสิ่นเฮ่อเหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ จึงถามกลับว่า “นอนอะไร?”
“เรื่องอย่างว่าระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงน่ะค่ะ”
เย่จิงชิวพูดอย่างตรงไปตรงมา “หลังแต่งงานแล้ว ผู้บังคับกองร้อยเสิ่นจะมีความต้องการเรื่องนี้ไหมคะ?”
