เมื่อนึกถึงตรงนี้ จ้าวเฟยอวี่ก็สูดหายใจลึก ก่อนมองซูชิงหยวนแล้วพูดเสียงเย็นว่า “ซูชิงหยวน ดี กล้ามากนี่ ฉันจะปล่อยไอ้หนุ่มนี่ไปก็ได้ แต่ต้องแสดงความจริงใจให้ฉันเห็น!”
“ตอนนี้ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ แล้วคลานมาหาฉันเหมือนหมาตัวเมีย ขอแค่คลานมาถึง ฉันก็จะปล่อยไอ้หนุ่มนี่ไป”
บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ซูชิงหยวนกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเกิดความเจ็บแปลบไปทั่วร่าง
ใบหน้างามของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ก็จนปัญญา
นอกจากจะยืนมองเย่เซวียนตายต่อหน้าต่อตา เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
จู่ ๆ เธอก็เกลียดที่ตัวเองเกิดเป็นผู้หญิงขึ้นมา!
ถ้าเธอไม่ใช่ผู้หญิง บางทีเรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น
เธอกัดริมฝีปากแดงแน่น ก่อนค่อย ๆ งอเข่าลง!
เหล่าพนักงานโรงแรมและแขกที่ชะโงกหน้าออกมาดูตรงทางเดิน ต่างพากันสูดปากด้วยความตกใจ
ประธานบริษัทเภสัชกรรมซู ผู้เป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งจงไห่และอยู่สูงส่งเหนือใคร ตอนนี้ถึงกับคิดจะคุกเข่าให้ไอ้หนุ่มหน้าขาวคนหนึ่งจริง ๆ งั้นหรือ?
สวรรค์!
ไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่มีดีอะไรนักหนา!
มุมปากของจ้าวเฟยอวี่เผยรอยยิ้มเบิกบาน
เขาล้วงมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกง สายตาร้อนแรงจับจ้องเรือนร่างอวบอิ่มของซูชิงหยวนที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ในหัวถึงกับเริ่มจินตนาการภาพที่เธอปรนเปรอเขาอยู่ใต้ร่างแล้ว
ขณะที่ซูชิงหยวนกำลังจะคุกเข่าลง จู่ ๆ มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามาคว้าแขนเธอไว้ได้อย่างมั่นคง
พลังที่ยากจะต้านทานพลันปะทุขึ้น ดึงซูชิงหยวนให้ลุกขึ้นมาอย่างไม่อาจขัดขืน
ขณะเดียวกัน เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นในห้อง
“แกเป็นตัวอะไร ถึงกล้าให้เธอคุกเข่า?”
ชั่วขณะนั้น ราวกับโลกทั้งใบเงียบงันลง
ไม่มีใครคาดคิดว่าในเวลาแบบนี้จะยังมีคนกล้าออกหน้าปกป้องซูชิงหยวน!
ไม่กลัวตายหรือไง?
จ้าวเฟยอวี่เป็นใครน่ะหรือ?
จ้าวเฟยอวี่ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลจ้าว หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของจงไห่ และเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลจ้าว
ตระกูลจ้าวมีอำนาจล้นฟ้าในจงไห่ แค่เอ่ยปากคำเดียวก็ทำให้ทั้งเมืองสั่นสะเทือนได้ถึงสามครา!
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เบื้องหลังตระกูลจ้าวมีบุคคลสำคัญคนหนึ่งคอยหนุนหลังอยู่
ยอดปรมาจารย์บู๊ตัวจริง!
นี่แหละคือเหตุผลที่จ้าวเฟยอวี่ทำอะไรตามใจโดยไม่เกรงกลัวใคร!
ทุกคนเบิกตากว้างมองเย่เซวียนที่ยืนอยู่ข้างซูชิงหยวน บางคนถึงกับนึกภาพชายหนุ่มเลือดสาดตายคาที่ขึ้นมาแล้ว!
ในบรรดาชายร่างกำยำทั้งสี่ คนหนึ่งดูเหมือนเป็นหัวหน้า เพื่อเอาใจจ้าวเฟยอวี่ เขาจึงรีบก้าวออกมาชี้หน้าเย่เซวียนแล้วด่าลั่นว่า “ไอ้คนไม่รู้จักที่ตาย! คุณชายจ้าวเมตตาคิดจะไว้ชีวิตแกแล้ว แกยังกล้าพูดจาสามหาวอีก ใครให้ความกล้าแกมา!”
“คุกเข่าลง โขกหัวให้คุณชายจ้าวซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้!”
“แค่โขกหัวจะพอได้ยังไง ต้องตบปากตัวเองสักร้อยที ให้ไอ้หนุ่มนี่รู้ซะบ้างว่าปากพาซวยเป็นยังไง!”
“ไอ้หมาไม่รู้จักที่ตาย!”
“ไอ้หนุ่มหน้าขาวเกาะผู้หญิงกิน กล้ามาก่อเรื่องที่นี่ รนหาที่ตายชัด ๆ!”
ชายร่างกำยำอีกสามคนก็ตะโกนโวยวายตามมา ไม่เห็นเย่เซวียนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ชายร่างกำยำกำลังด่ากันอื้ออึง จ้าวเฟยอวี่ก็หัวเราะออกมาแทบคลั่ง
“ดี ดีมาก! ไอ้หนุ่ม แกนี่เก่งจริง ๆ หลายปีมานี้ แกเป็นคนแรกที่กล้าพูดกับฉันแบบนี้ในจงไห่!”
“เดิมทีเห็นแก่หน้าซูชิงหยวน ฉันตั้งใจจะไว้ชีวิตหมา ๆ ของแกไว้ แต่ในเมื่อแกไม่รู้จักดีชั่ว ก็อย่าหาว่าฉันโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!”
จ้าวเฟยอวี่จ้องเย่เซวียนเขม็ง แววสังหารในดวงตาไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย
ถึงตอนนี้จะเป็นสังคมที่มีกฎหมายและฆ่าคนไม่ได้ แต่ในพื้นที่จงไห่แห่งนี้ ตระกูลจ้าวก็คือกฎหมาย!
ฆ่าไอ้คนไม่รู้จักที่ตายสักคน ไม่มีใครกล้าสืบสาวหาความหรอก!
ใบหน้าซูชิงหยวนซีดเผือด เธอไม่เคยคิดเลยว่าเย่เซวียนจะออกหน้าตอนนี้ แถมยังกล้าพูดจาอวดดีอีก!
เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!
คุณชายใหญ่จากหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ที่เหลือของจงไห่หรือบุคคลสำคัญที่มาจากมณฑลเจียงหนาน?
กล้าพูดกับจ้าวเฟยอวี่แบบนี้ เบื่อชีวิตแล้วหรือไง?
ซูชิงหยวนไม่สนใจอะไรอีก รีบดึงเย่เซวียนอย่างแรงแล้วพูดว่า “คุณพูดบ้าอะไรของคุณ? เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ รีบเก็บของแล้วไสหัวไป เรื่องของฉันไม่ต้องให้คุณมายุ่ง รีบไปเดี๋ยวนี้!”
เธอรู้ดีว่าจ้าวเฟยอวี่กล้าแค่ดูหมิ่นเธอ แต่ไม่มีทางลงมือกับเธอเด็ดขาด
แต่ถ้าเย่เซวียนยังกล้าก่อเรื่องต่อ เขาต้องตายแน่!
เย่เซวียนยืนนิ่งอยู่กับที่ เพียงมองซูชิงหยวนอย่างสงบนิ่งแล้วถามว่า “ถ้าผมไป แล้วคุณล่ะ?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเย่เซวียน ร่างบอบบางของซูชิงหยวนก็สั่นไหว เธอกัดฟันพูดว่า “คุณจะมายุ่งเรื่องของฉันทำไม? ฉันเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลซู เขาไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก รีบไปเถอะ!”
เย่เซวียนมองท่าทางของซูชิงหยวน แล้วพูดเรียบ ๆ ว่า “ไปงั้นหรือ? นั่นไม่ใช่การหนีหรือไง?”
“ในพจนานุกรมของผมไม่มีคำว่าหนี ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ผมก็บอกคุณแล้วว่า ตัวตลกกระโดดโลดเต้นแบบนั้น ผมไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก มันทำอะไรผมไม่ได้!”
“จากนี้คุณแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็พอ ผมจะระบายความแค้นแทนคุณเอง ผมจะทำให้ขยะนี่คุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนขอให้คุณยกโทษให้!”
“อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม...”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เซวียน ซูชิงหยวนก็อ้าปากหมายจะพูดอะไรต่อโดยไม่รู้ตัว แต่เย่เซวียนยกมือห้ามเธอไว้
“คุณเชื่อผมไหม?”
เย่เซวียนมองใบหน้าซูชิงหยวนอย่างสงบนิ่งแล้วพูดว่า “ถ้าคุณเชื่อผม ที่เหลือปล่อยให้ผมจัดการก็พอ”
“ฉัน...”
ซูชิงหยวนอ้าปากโดยไม่รู้ตัว ตั้งใจจะบอกว่าเธอไม่เชื่อ
เพราะเธอเคยได้ยินจ้าวเฟยอวี่พูดต่อหน้าเธอว่า บอดี้การ์ดหลายคนที่อยู่ข้างกายเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์โบราณตัวจริง
แม้คนเหล่านี้จะเพิ่งเริ่มฝึกวิชายุทธ์โบราณ แต่สำหรับคนธรรมดาแล้ว พวกเขาก็ไร้เทียมทาน
ถึงเย่เซวียนจะไล่พวกนักเลงกระจอกไปได้หลายคน แต่ในสายตาเธอ เขาก็แค่มีฝีมือการต่อสู้ดีเท่านั้น
นักเลงกระจอกไม่กี่คนกับผู้ฝึกยุทธ์โบราณนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน
ถ้าเย่เซวียนปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์โบราณ ก็ไม่ต่างจากเอาไข่ไปกระทบหิน ไม่รู้จักประมาณตน!
แต่ก่อนที่คำพูดจะหลุดจากปาก ซูชิงหยวนก็พลันสบเข้ากับดวงตาของเย่เซวียน
สงบนิ่งราวหุบเหวลึกหมื่นจั้ง แต่กลับแฝงความมั่นใจอันไร้ขอบเขต ราวกับบนโลกนี้ไม่มีใครทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามได้!
หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ก่อนพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว “ฉัน... ฉันเชื่อคุณ!”
เย่เซวียนยิ้มออกมา เขาออกแรงดึงซูชิงหยวนไปยืนข้างหลังเบา ๆ แล้วพูดว่า “แค่คุณพูดแบบนี้ก็พอแล้ว ที่เหลือปล่อยให้ผมจัดการ ผมจะทำให้ขยะนี่คุกเข่าโขกหัวขอโทษคุณเอง!”
สิ้นเสียง เย่เซวียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาคมกริบราวกระบี่พุ่งตรงใส่จ้าวเฟยอวี่ เสียงเรียบสงบดังชัดเจนไปทั่วห้อง “เมื่อกี้แกให้ฉันเลือกสองทางไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ฉันก็ให้แกเลือกสองทางเหมือนกัน”
“ข้อแรก คุกเข่าลง โขกหัวขอโทษประธานซู แล้วตบปากตัวเองหนึ่งร้อยที เรื่องวันนี้ฉันจะไม่เอาความ ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น!”
“ข้อสอง ฉันลงมือเอง หักขาแก แล้วทำให้แกคุกเข่าโขกหัวขอโทษ!”
“เลือกมา!”
