บทที่ 4 ไม่คิดว่าเมืองในอนาคตจะงดงามถึงเพียงนี้
เซี่ยเวยเวยกินขนมปังก้อนเล็กไปแค่สองก้อน ก็ไม่อยากกินต่อแล้ว
“ไปกันเถอะ!”
เมื่อเห็นดังนั้น หม่าเหว่ยก็ยิ้มพลางชวนว่า “ฉันจะพาเธอเข้าเมืองไปดูเมืองในอีกหลายสิบปีข้างหน้าว่าเป็นยังไง!”
“ได้!”
เซี่ยเวยเวยมาอยู่ในห้วงเวลาที่ไม่คุ้นเคยนี้ รู้สึกอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่าง
“รอฉันไปเอารถออกมานะ!”
หม่าเหว่ยเปิดประตูเหล็กบานหนึ่งจากด้านนอก ข้างหลังจอดรถตู้หวู่หลิงหงกวง รุ่น V สีเงินคันหนึ่ง
เขาหยิบกุญแจรถจากพวงกุญแจที่เอว ขับรถตู้ออกมาที่หน้าโกดังสหกรณ์
ล็อกประตูโรงรถแล้ว หม่าเหว่ยก็พูดกับเซี่ยเวยเวยว่า “ขึ้นรถได้แล้ว!”
“อ้อ!”
เซี่ยเวยเวยตอบรับ แล้วเดินออกมาจากโกดังสหกรณ์
จากนั้น เธอก็เห็นรถตู้หวู่หลิงหงกวงคันนั้น
หม่าเหว่ยดึงประตูเหล็กม้วนลง เปิดประตูฝั่งคนนั่งข้างคนขับ แล้วพูดกับเซี่ยเวยเวยว่า “เธอนั่งฝั่งคนนั่งข้างนะ เดี๋ยวจะได้เห็นเส้นขอบฟ้าของเมือง!”
พอเซี่ยเวยเวยนั่งเข้าไปแล้ว เขาถึงปิดประตู แล้วตัวเองก็ขึ้นนั่งที่ฝั่งคนขับ
หม่าเหว่ยบอกว่า “เอ่อ... เธอคาดเข็มขัดนิรภัยหน่อยนะ!”
“อะไรนะ?”
เซี่ยเวยเวยทำหน้างุนงง ไม่รู้ว่าเข็มขัดนิรภัยคืออะไร
เมื่อเห็นดังนั้น หม่าเหว่ยก็รีบยื่นมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาให้
สัมผัสได้ถึงหม่าเหว่ยที่กำลังเข้าใกล้ตัวเอง เซี่ยเวยเวยก็พลันตื่นเต้นมาก
โดยเฉพาะกลิ่นอายความเป็นชายที่แรงกล้านั่น ยิ่งทำให้ใบหน้าสวยของเธอแดงก่ำขึ้นมา
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับชายแปลกหน้าแบบนี้
ดีที่หม่าเหว่ยดึงเข็มขัดนิรภัยลงมาแล้วก็ถอยห่างออกไป ไม่อย่างนั้นเธอกลัวว่าตัวเองจะอดไม่ได้ที่จะลงมือตีคนจริง ๆ
“ขับรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยนะ ไม่งั้นถ้าถูกกล้องจับได้ จะโดนปรับเอา!”
หม่าเหว่ยสตาร์ทรถ วิ่งไปตามถนนอ้อมไปหลังหมู่บ้าน ทางนั้นตรงเข้าเมือง
“ถนนที่นี่กว้างจังเลยนะ พื้นถนนเป็นยางมะตอยหมดเลยใช่ไหม? สองข้างทางยังมีต้นไม้เขียว ๆ ปลูกเป็นแถวอีก!”
เซี่ยเวยเวยร้องอุทานอีกครั้ง “ถนนเส้นนี้สองข้างทำไมเป็นภูเขาผ่าซีกสองซีก หรือว่าเขาเจาะทะลุภูเขาแล้วถึงได้สร้างถนน?”
“ภูเขาทองภูเขาเงิน สู้ภูเขาเขียวน้ำใสไม่ได้หรอก!”
หม่าเหว่ยพูดยิ้ม ๆ ว่า “ใช่แล้ว เจาะภูเขาทะลุเลย”
“เห็นตึกฝั่งนั่นหรือเปล่า นั่นคือโรงงานเหล็กกล้า ก่อตั้งขึ้นในยุค 60... ฝั่งนู่นคือโรงงานปูนซีเมนต์... แล้วก็ฝั่งนู่น โรงไฟฟ้า...”
“บนเขาฝั่งนี้ ล้วนเป็นโรงเรียนของเมืองเรา ทั้งหมดเป็นโรงเรียนมัธยมปลายและอาชีวะ...”
“น่าเสียดายที่ที่นี่เราเป็นแค่เมืองระดับอำเภอ ไม่มีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย!”
ตลอดทาง หม่าเหว่ยคอยอธิบายให้เซี่ยเวยเวยฟังตลอด
และยิ่งเข้าใกล้ตัวเมือง ถนนก็ยิ่งกว้างขึ้น แถมรถบนถนนก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
เห็นแต่รถเก๋ง รถบรรทุก รถเมล์ ยวดยานหลากสีสันมารวมอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน แน่นขนัดไม่ขาดสาย
“มีรถเยอะขนาดนี้เลย!”
เซี่ยเวยเวยสูดลมหายใจลึก แล้วพูดว่า “ต่อให้สมัยก่อนที่เป่ยผิง ก็ไม่มีรถเยอะขนาดนี้”
หม่าเหว่ยแนะนำว่า “จีนใหม่ของเรา ตอนนี้มีรถยนต์ทั่วประเทศถึง 469 ล้านคันเลยนะ ในนั้นเป็นรถยนต์ 366 ล้านคัน!”
“หา? 366 ล้านคัน?”
เซี่ยเวยเวยรู้สึกตะลึงไปเลย
นี่มันตัวเลขที่มหาศาลขนาดไหน แทบจะมีกันคนละคันเลยนะ?
“ปีหนึ่งผลิตรถได้ 31.282 ล้านคันแน่ะ ขายดีไปหลายประเทศเลย!”
หม่าเหว่ยพูดไปพลาง จู่ ๆ ก็เห็นทางแยกข้างหน้า ก็รีบบอกเซี่ยเวยเวยว่า “เธอดูให้ดีนะ เราจะเลี้ยวไปตรงนั้น ถนนใหญ่ข้างหน้าตรงเข้าไปที่ศาลากลางและจัตุรัสประชาชนเลย!”
รถเลี้ยวขวาไป ด้านหน้าเป็นถนนลงเนินที่มีเลนซ้ายขวาข้างละสามเลน สองข้างทางมีเสาไฟถนนสีทองทอดยาวไปสุดสายตา ราวกับถนนทองคำ
โรงแรมและตึกต่าง ๆ สองข้างทางตอนนี้ก็เริ่มเปิดไฟประดับ เปล่งแสงสีสันระยิบระยับ สวยงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากตรงนี้เป็นพื้นที่สูง ตลอดทางลงเนิน จึงสามารถมองเห็นตึกอาคารที่อยู่ไกลออกไปด้านหลังได้
เห็นแต่ตึกสูงยี่สิบสามสิบชั้นตั้งตระหง่านขึ้นมา ราวกับป่าเหล็กกล้า มีแสงไฟนับหมื่นดวงสว่างไสว
“นี่... นี่คือเมืองในอนาคตหรือ?”
เซี่ยเวยเวยตาลายพร่าเลือน พึมพำว่า “ต่อให้เป็นยามค่ำคืนที่เซี่ยงไฮ้ ก็เทียบกับความเจริญรุ่งเรืองที่นี่ไม่ได้!”
ถึงแม้ในปี 37 เมืองเซี่ยงไฮ้ หนานจิงและที่อื่น ๆ จะมีไฟถนนเหมือนกัน แต่ไฟถนนนั่นสลัวมาก เทียบไม่ได้เลยกับไฟถนนในยุคหลัง
และตึกอาคารเหล่านั้นก็ค่อนข้างเตี้ย สู้ตึกที่อยู่อาศัยในยุคหลังก็ไม่ได้ แถมยังมีไฟนีออน...
“มหานครเซี่ยงไฮ้น่ะเจริญกว่าที่นี่เยอะ!”
หม่าเหว่ยพูดยิ้ม ๆ ว่า “ไว้สักวันเราไปดูเซี่ยงไฮ้ในห้วงเวลานี้ด้วยกัน ที่นั่นเป็นมหานครระดับนานาชาติไปแล้วนะ ทุกวันมีนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศนับไม่ถ้วนไปเที่ยว!”
รถแล่นไปข้างหน้าเรื่อย ๆ สองข้างถนนมีต้นไม้เขียวร่มรื่น กลางเลนถนนก็ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์
ด้านซ้ายและขวา มียวดยานถูกแซงตลอดเวลา และก็มีรถที่แซงพวกเขาไป
สำหรับเซี่ยเวยเวยที่ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน มันช่างตื่นตาตื่นใจและทำให้หัวใจพลุ่งพล่าน
แม้แต่เมืองระดับอำเภอยังเป็นแบบนี้ เซี่ยงไฮ้ในห้วงเวลานี้ จะเป็นภาพแบบไหนกันนะ?
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางเมืองก็ยิ่งคึกคัก ตรงสี่แยก มีคนเดินเท้าและคนขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากมายรอข้ามถนน
หม่าเหว่ยจอดรถไว้ข้างถนนสายรองแถวนั้น แล้วบอกเซี่ยเวยเวยว่า “ลงรถเถอะ ข้างหน้านั่นคือจัตุรัสประชาชน!”
“ท้องทุ่งอันเวิ้งว้างคือความรักของฉัน...”
แม้จะอยู่ไกลมาก ก็ยังมีเสียงเพลงลอยมา
หม่าเหว่ยชี้ไปที่ลานจัตุรัสฝั่งตรงข้ามถนนแล้วบอกว่า “เห็นไหม พวกนั้นคือคนที่มาเต้นลีลาศกัน พวกเขาก็น่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของยุคพวกเธอแหละ!”
เซี่ยเวยเวยมองด้วยดวงตาสวย เห็นคนวัยกลางคนและสูงอายุบางส่วน จับกลุ่มกันเต้นตามจังหวะเพลงเป็นท่าแปลก ๆ ดูมีชีวิตชีวา
และบนลาน ยังมีเด็ก ๆ มากมายวิ่งเล่นไล่จับกัน ทุกคนสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุขสันต์ไร้กังวล
“ถ้าตอนยุคของพวกเรา ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขแบบนี้บ้างก็คงดี!”
เซี่ยเวยเวยถอนหายใจ
เธอคิดถึงภาพที่เห็นระหว่างทางไปส่านเป่ย ในเขตขาว ที่มีคนขายลูกขายหลานมากมาย
เซี่ยเวยเวยพูดอย่างโมโหว่า “ก็เพราะราชวงศ์ชิงที่เสื่อมทรามและเสื่อมโทรมทำชาติพินาศ แล้วก็พวกขุนศึกเป่ยหยางขายชาติ!”
“ใช่แล้ว ราชวงศ์ชิงทำชาติพินาศ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันยอมยกดินแดนและจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามทุกวัน พวกเท้าไก่ก็คงไม่ถูกเลี้ยงจนโตเป็นเดรัจฉานพวกนี้ แถมยังถูกเดรัจฉานพวกนี้ย้อนกลับมารังแกข่มเหงอีก!”
หม่าเหว่ยเองก็รู้สึกสะท้อนใจว่า “พวกมันยอมเอาเงินที่กองทัพเรือจะซื้อเรือรบ ไปสร้างสวนฉลองวันเกิดให้พระนางซูสีไทเฒ่า ดีกว่าที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีกสักแดงเพื่อเปลี่ยนลูกกระสุนปืนใหญ่!”
“ก็เพราะสงครามเจี่ยอู่เริ่่มขึ้น พวกเท้าไก่ถึงได้ลิ้มรสความหวานจากการรุกรานหัวเซี่ย และนับแต่นั้นก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ...”
คำพูดของเขาทำให้เซี่ยเวยเวยเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ตัวเธออยู่ในยุคสมัยที่สงครามลุกโชน เซี่ยเวยเวยยิ่งรู้สึกลึกซึ้งกว่าหม่าเหว่ยเสียอีก
“ไปกันเถอะ!”
หม่าเหว่ยโบกมือพร้อมรอยยิ้ม
เซี่ยเวยเวยถามว่า “สหายหม่าเหว่ย ตอนนี้เราไปไหนกัน?”
ได้ยินดังนั้น หม่าเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะเตือน “จำไว้ด้วยนะ ข้างนอกอย่าเรียกฉันว่าสหาย!”
“ทำไมล่ะ?”
เซี่ยเวยเวยไม่เข้าใจเลย
“เฮ้อ!”
หม่าเหว่ยถอนหายใจ “ในยุคของเรา คำเรียกสหายนี่ถูกทำให้แปดเปื้อนแล้ว ความหมายมันกลายเป็นพวกรักร่วมเพศไปแล้วนะ คนหนุ่มสาวเขาไม่เรียกสหายกันหรอก”
“ย้อนกลับไปยี่สิบสามสิบปีก่อน เป็นยุคที่พวกทรงภูมิความรู้บ้าคลั่งที่สุด มีคำมากมายถูกทำให้แปดเปื้อน”
“นอกจากสหายแล้ว ยังมีคุณหนูด้วย ในยุคของเรา ถ้าเธอเรียกใครว่าคุณหนู อีกฝ่ายอาจจะคิดว่าเธอกำลังด่าเขาว่าเป็นโสเภณี”
“นอกจากนี้ยังมีคนซื่อ ๆ ผู้เชี่ยวชาญ มังกรหลับหงส์ซ่อน หรือแม้แต่คำว่ารักชาติก็กลายเป็นพวกคลั่งชาติไปแล้ว!”
หม่าเหว่ยอธิบายว่า “ยุคของเราน่ะ ไม่ใช่ยูโทเปียที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างหรอก”
“ในด้านชีวิตทางวัตถุ พวกเราร่ำรวยเหลือเฟือแล้ว แต่ด้านจิตใจกลับขาดแคลน เทียบไม่ได้เลยกับยุคของพวกเธอที่มีศรัทธา”
“แน่นอนว่า เมื่อกำลังของประเทศแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ความคิดของคนจำนวนมากก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน”