ผู้มาเยือนมีรูปงามเย็นชา ทว่ากลับแฝงรอยยิ้ม ดวงตาหงส์งามเรียวเชิดขึ้นเล็กน้อย หางตาซ้ายมีไฝเม็ดหนึ่ง
เขามองเสวียนตู้ที่เต็มไปด้วยความไม่ยอม แล้วหันไปทางหลิ่วอวี่อัน คารวะอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ กฎของสำนักกำหนดว่า หากศิษย์ต้องรับโทษ ต้องไปที่หอลงทัณฑ์”
หลิ่วอวี่อันเดิมก็ไม่อยากลงมือ เขาเก็บพลังปราณ กิ่งหลิ่วนั่นก็สูญสิ้นแสง กลายเป็นกิ่งหลิ่วธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปริมทาง
ผู้นี้มีนามว่าสวีมู่ เป็นศิษย์คนที่สองของหลิ่วอวี่อัน
ปกติก็ยิ้มแย้มอยู่เสมอ อ่อนโยนกับทุกคน ยิ่งกว่าหมาจิ้งจอกอย่างเสวียนตู้เสียอีก
“วันนี้ศิษย์พี่ทำสิ่งใดอีกหรือ ถึงได้ทำให้ท่านอาจารย์กริ้ว”
หลิ่วอวี่อันกระแอมเบาๆ “เขาจะลงจากภูเขา”
สวีมู่กล่าว “กฎสำนักกำหนดให้ศิษย์ฝึกฝนภายนอกปีละครั้ง ศิษย์พี่ใหญ่ปีนี้ยังไม่เคยลงจากภูเขา หากเขาต้องการไป ก็มิใช่การผิดกฎสำนัก”
หลิ่วอวี่อันก็จนใจยิ่ง เขาอยากให้เสวียนตู้ไสหัวไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
แต่ทว่า “คัมภีร์ฟ้า” ไม่อนุญาต!
ไอ้วัตถุนั่นบังคับให้เขาต้องหาวิธีทุกทางเพื่อกักขังเสวียนตู้ไว้บนภูเขา
หลิ่วอวี่อันกล่าว “ปีนี้ยังไม่เคยลงเขา? ปีนี้เพิ่งเริ่มวสันต์ได้ไม่กี่วัน ศิษย์มากมายแห่งสำนักเซียวเหยาของข้า มีใครลงเขาไปบ้าง”
เสวียนตู้ถ่มน้ำลาย “ก็แค่หัวเขาเน่าๆ แห่งหนึ่ง มีคนเพียงหยิบมือเดียว ยังมีหน้ามาเรียกตนเองว่าสำนักอีกหรือ”
สีหน้าสงบนิ่งของหลิ่วอวี่อันแทบจะแตก
ลืมบอกไป สำนักของเขามีชื่อที่แสนจะธรรมดา
สำนักเซียวเหยา
ชื่อนี้ในนิยาย มีดาษดื่นราวกับหมาข้างถนน ฟังแว้บเดียวก็รู้ว่าเป็นสำนักตัวประกอบ
และสำนักของเขา ณ ขณะนี้ มีทั้งหมดหกคน
นับรวมตัวเขาเอง ยังมีสหายร่วมอาจารย์อีกสี่ และรองเจ้าสำนักที่ทำอาหารให้ทุกคนอีกหนึ่ง
เครื่องนุ่งห่ม อาหาร การพักอาศัยในสำนัก ล้วนต้องให้ศิษย์ทั้งสี่คนหาทางแก้ปัญหากันเอง
คำว่า “ยากจน” เขียนอยู่บนหน้า
แม้จะยากจน กฎระเบียบก็ไม่น้อย ออกกฎมาเป็นกอง ตามจริงแล้วก็ไม่มีใครปฏิบัติตาม เพราะต่อให้เป็นคนตั้งกฎก็ยังจำไม่ได้ว่าตนเขียนอะไรไว้
มีเพียงสวีมู่ที่หยิบยกกฎพวกนั้นมาพูดไม่ซ้ำๆ
สวีมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ศิษย์พี่ กระจอกน้อยห้าอย่างครบ ประตูเซียวเหยาของเราถึงเทียบสำนักใหญ่ไม่ได้ แต่ก็พออยู่ได้”
เสวียนตู้หัวเราะเย็นไม่หยุด “หมายถึงชีวิตที่ต้องขึ้นภูเขาไปเก็บผลไม้ป่าทุกเมื่อเชื่อวัน อาศัยอยู่ในกระท่อมหญ้าหรือ”
หลิ่วอวี่อันรู้สึกละอายใจหนักขึ้น
ที่แท้ศิษย์ทั้งหลายล้วนใช้ชีวิตแบบนี้หรือ
สวีมู่กล่าวอย่างจริงใจ “มีหญ้าให้กิน เหตุใดต้องรังเกียจความต่ำต้อยด้วย”
เสวียนตู้กล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าใครๆ ก็เหมือนเจ้า กินหญ้าก็พอใจแล้วหรือ”
หลิ่วอวี่อันถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจ้ากินหญ้า... สำนักพวกเรา ปกติไม่กินข้าวกันหรือ”
สวีมู่เลิกคิ้ว ยิ้ม “ท่านอาจารย์ปกติปิดด่านบำเพ็ญเพียร จึงไม่ทราบ บนภูเขาบางครั้งจะมีหญ้าเทวะปรากฏ ข้ากับศิษย์น้องสาม ศิษย์น้องสี่ ไปเก็บมา นำไปขายที่ตลาด”
หลิ่วอวี่อันเจ็บใจยิ่ง
ไม่แปลกที่เสวียนตู้คิดจะหนีไปตลอดทั้งวัน!
เป็นเขาเขาก็หนี!
นี่มันพวกทาสทีเดียว!
หลิ่วอวี่อันกระแอมแก้เก้อ “ข้าจะไปปรึกษากับรองเจ้าสำนักภายหลัง”
สวีมู่กล่าว “โปรดท่านอาจารย์อย่าได้กริ้วอีก แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะเป็นผู้เข้ามาคารวะสำนักคนแรก แต่อายุยังน้อย เลือดร้อน ไปล่วงเกินอาจารย์เข้า ขอท่านอาจารย์อย่าถือโทษ”
เสวียนตู้เบือนหน้าหนี ไม่ปริปาก
หลิ่วอวี่อันพยักหน้า “เมื่อเป็นเช่นนั้น ครั้งนี้ข้าก็จะอภัยให้เขา”
สวีมู่กล่าวอีก “นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปปรึกษารองเจ้าสำนัก”
หลิ่วอวี่อันถาม “เพราะเหตุใดหรือ”
สวีมู่กล่าว “รองเจ้าสำนักเมื่อวานขึ้นเขาไปเก็บเห็ดมากิน แต่ไม่ได้ทำให้สุกก็กินเข้าไป เขากับศิษย์น้องสาม ศิษย์น้องสี่ วันนี้ล้วนถูกพิษ”
“...”
หลิ่วอวี่อันหลับตาลง
ในสำนักนี้ยังมีคนปกติอยู่หรือไม่
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ถูกพิษ”
สวีมู่ตอบตามตรง “เพราะศิษย์รับคำสั่งรองเจ้าสำนัก นำเห็ดที่เหลือไปขายที่ตลาด กลับมาช้าหน่อย พอดีพลาดไป”
“...”
หลิ่วอวี่อันชี้ไปทางเสวียนตู้อีก “แล้วเขาล่ะ”
สวีมู่กล่าว “เขาไม่กินของมังสวิรัติ”
หลิ่วอวี่อันรู้สึกหดหู่ยิ่ง “ข้าปิดด่านบำเพ็ญเพียรมาช่วงนี้ พวกเจ้าใช้ชีวิตกันเช่นนี้หรือ”
สวีมู่กล่าวอย่างจริงใจ “ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้หมายความว่าใด แม้ในยามที่ท่านไม่ได้ปิดด่าน พวกเราก็ใช้ชีวิตเช่นนี้เช่นกัน ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไป ศิษย์น้องทั้งหลายล้วนฝึกตนจนต้านทานพิษได้แล้ว พักสักวันก็จะไม่เป็นไร”
หลิ่วอวี่อันถามอย่างเชื่องช้า “แล้วรองเจ้าสำนักเล่า”
สวีมู่กล่าว “กำลังเตรียมจัดงานศพแล้ว”
เสวียนตู้เสริมขึ้นข้างๆ “คนผู้นั้นร่างกายอ่อนแอ พิษร้ายเข้าในร่าง ชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”
สถานการณ์ดูจะไม่ปกติ
หลิ่วอวี่อันเหงื่อแตกเต็มศีรษะ ดูเหมือนเขาไม่ควรจะลงมือตีเสวียนตู้
ดูท่าแล้ว เขาช่างเป็นเจ้าสำนักที่ไร้คุณสมบัติเสียจริง ไม่เหลียวแลศิษย์ รู้แต่ปิดด่านบำเพ็ญเพียรทั้งวันทั้งคืน เด็กๆ อดอยากแทบตาย ไปเก็บเห็ดพิษทุกวัน จนเกิดความต้านทานพิษ
สวีมู่นิ่งเงียบ น้ำตาคลอ “คาดว่าศิษย์พี่ใหญ่คงจะเพื่อลงเขาไปขอโอสถให้รองเจ้าสำนัก จึงคิดจะ...”
เสวียนตู้ชะงัก เขาใจดีถึงเพียงนั้นเลยหรือ
แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ เกร็งๆ คราง “อืม”
หลิ่วอวี่อันคราวนี้ก้มหน้าสนิท รู้สึกละอายเหลือประมาณ “ทำให้พวกเจ้าต้องลำบาก เป็นความผิดของข้าเอง...”
เสวียนตู้ชี้ไปที่เสื้อผ้าที่ขาดของตน หมอกดำในดวงตาค่อยๆ จางหาย น้ำเสียงเยือกเย็น “ศิษย์มีเสื้อผ้าดีๆ ก็แค่ชุดเดียว อาจารย์ช่างโหดร้ายนัก”
สวีมู่ตกใจ “นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่ศิษย์น้องสามให้เจ้าเมื่อปีก่อนหรือ”
เสวียนตู้ยังคงส่งเสียงเหอะ
หลิ่วอวี่อันอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไป
“คัมภีร์ฟ้า” กล่าว 【ขออภัย ดูเหมือนภารกิจจะประกาศผิด】
หลิ่วอวี่อันรู้สึกชีวิตไร้ค่า 【คำขอโทษมีประโยชน์อะไร ยังต้องใช้พวกมือปราบอีกหรือ เหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าไม่บอกข้าว่า สำนักนี้มันยากจนถึงเพียงนี้ ไม่ทันฟังชี้แจงก็ให้ข้าไปซัดเสวียนตู้เสียยกใหญ่ หากเชื่อเจ้าแล้วเฆี่ยนเขาอีก ข้าก็ไม่ต้องอยู่ต่อไปแล้ว】
“คัมภีร์ฟ้า” นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าว 【เช่นนั้นก็เปลี่ยนภารกิจดำเนินการ】
มันประกาศภารกิจใหม่——
【แก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของสำนัก】
หลิ่วอวี่อันสองตาเบิกกว้าง เขานี่ถูกส่งไปสอนหนังสือในหมู่บ้านบนภูเขาหรือ!
ไม่เพียงแต่ต้องสอนบทเรียน ยังต้องเผชิญสภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้น!
หลิ่วอวี่อันตั้งสติ กล่าวเบาๆ “เป็นข้า... อาจารย์พิจารณาไม่รอบคอบเอง พาข้าไปพบรองเจ้าสำนักก่อน บางทีอาจยังมีทางช่วย”
เสวียนตู้ชำเลืองมองหลิ่วอวี่อันอย่างเย็นชา “ปิดด่านนานเกินไป จำทางไม่ค่อยได้แล้วหรือ”
หลิ่วอวี่อันกำหมัดแน่น
สวีมู่รีบยิ้มกล่าว “ท่านอาจารย์ช่างคาดการณ์แม่นยิ่ง รองเจ้าสำนักพึ่งย้ายกระท่อมหญ้าใหม่เมื่อช่วงก่อน อาจารย์หาไม่พบก็มีเหตุผล”
เสวียนตู้ยังคงเสียดสี “ลมพัดที กระท่อมหญ้าก็พัง ย้ายบ้านทุกสามวัน เจ็ดวันย้ายที น่าสนใจจริง”
สวีมู่ยังคงเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น “คนโบราณว่าไว้ ฟ้าจะมอบภารกิจใหญ่ให้แก่คนผู้นี้ ก่อนอื่นต้องให้หัวใจเขาทุกข์ระทม ให้กระดูกเขาตรากตรำ ให้ท้องเขาอดอยาก นี่คงเป็นเพียงการทดสอบที่อาจารย์มีต่อพวกเรา”
“พูดเหลวไหลทั้งนั้น” เสวียนตู้ไม่อยากฟังอีก กลายเป็นหมอกดำสายหนึ่งหลบหนีไป
หลิ่วอวี่อันมองตามเงาร่างของอีกฝ่ายที่จากไป อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย
สวีมู่เห็นเขาใจลอย จึงอธิบายเสียงเบา “วันก่อน ศิษย์พี่ใหญ่ทะลวงเข้าสู่ขั้นอึ่งเอี๊ยบแล้ว เป็นผู้ที่บำเพ็ญเพียรสูงสุดในสำนัก”
หลิ่วอวี่อันได้สติ “สวีมู่ เจ้าตอนนี้มีระดับบำเพ็ญเพียรเช่นไร”
สวีมู่กล่าว “ศิษย์ได้เข้าสู่ขั้นแก่นทองขั้นปลายแล้ว ศิษย์น้องทั้งหลายก็ไม่ด้อยกว่า ได้เข้าสู่ขั้นแก่นทองขั้นกลางขั้นสูงสุด”
หลิ่วอวี่อันพยักหน้า
ที่แท้เขาเจ้าสำนักผู้นี้ ต่างหากที่อ่อนแอที่สุดในทั้งสำนัก