หลินสือเหทียนกำลังเล่าอย่างออกรส พอเห็นพี่ชายเดินมาเก็บโต๊ะก็ไม่รู้สึกกระดากอาย กลับหดขาให้เขามีที่ว่าง ปากก็ยังพูดไม่หยุดว่า
“...แล้วผู้จัดการคนนั้นก็บอกว่า ถ้าเธอไม่เซ็นสัญญา ต่อไปก็อย่าคิดจะอยู่ในวงการบันเทิงเลย! เดาสิว่าหนูน้อยคนนั้นตอบว่าอะไร? เธอบอกว่า...”
“ขยับหน่อย” หลินเย่เชินเอ่ยเสียงเย็น ขัดจังหวะเธอ
หลินสือเหทียนว่าง่าย เลื่อนชามตรงหน้าไปให้เขา แล้วหันกลับมาคุยกับหนานสวี่ต่อ “เธอบอกว่า งั้นก็รอดูกัน! เท่ไหม? เท่ใช่ไหม?”
หนานสวี่ถูกหลินสือเหทียนทำให้ขำจนหัวเราะออกมา
หลินเย่เชินก้มลงเก็บขยะบนโต๊ะใส่ถุงทีละชิ้น ท่าทางคล่องแคล่วและพิถีพิถัน แม้แต่เม็ดฮวาเจียวที่ตกอยู่ในร่องโต๊ะก็ยังใช้กระดาษทิชชูหยิบขึ้นมา
เก็บขยะเสร็จ เขาก็หยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะ เช็ดคราบน้ำมันสีแดงบนผ้าปูโต๊ะแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่สะอาดพอ จึงถอดผ้าปูโต๊ะทั้งผืนออกไปทิ้ง
จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างทุกบาน
สายลมยามค่ำคืนในปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดกรูเข้ามา พาความเย็นมาด้วยและสลายกลิ่นหมาล่าฉุนจัดในห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว
หนานสวี่มองปลายผมที่ชื้นเล็กน้อยของเขา จู่ ๆ ในใจก็รู้สึกคันยุบยิบ
เขาอาบน้ำแล้ว
เมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนที่เธอลุกจากตัวเขา เขายังไม่ได้อาบน้ำ
แสดงว่าเขาอาบน้ำในช่วงสองชั่วโมงนี้
อาบน้ำนานขนาดนั้น
ความคิดของหนานสวี่พุ่งไปในทิศทางหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหูของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น
หลินเย่เชินปิดหน้าต่างเรียบร้อยแล้วหันกลับมา ก็เห็นหนานสวี่ก้มหน้าแกล้งทำเป็นดื่มเครื่องดื่มที่หมดไปแล้ว ปลายหูแดงก่ำ
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร เดินไปนั่งข้างโต๊ะกลางแล้วเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง
