เวินหร่านไม่ได้คาดหวังว่าผู้ชายที่ออกไปกินข้าวกับรักแท้จะกลับบ้านตอนกลางคืน ดังนั้นตอนที่โจวอวี้เหิงกลับมา เธอจึงทั้งประหลาดใจและรู้สึกประชดประชัน
“ร้องไห้มา?”
แสงไฟสลัว แต่เขาก็ยังเห็นดวงตาของเธอในพริบตาเดียว
เวินหร่านพลิกตัวหนี ยังรู้สึกว่าไม่พอ จึงดึงผ้าห่มมาคลุมหัวอีกชั้น ไม่อยากเห็นหน้าเขา
“ถ้าอุดตายขึ้นมา เดี๋ยวเธอต้องชดใช้ภรรยาให้ฉัน” โจวอวี้เหิงนั่งลงบนเตียง เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มที่คลุมหัวเธอ
ทันใดนั้นเวินหร่านก็คลายแรง เปิดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นนั่ง “ที่แท้คุณก็รู้ว่าฉันเป็นภรรยาคุณ”
โจวอวี้เหิงไม่สนใจคำถามที่เต็มไปด้วยความโกรธของเธอ สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่ดวงตาของเธอ อยากจะยกคางเธอขึ้นดูให้ชัด แต่นิ้วเพิ่งแตะก็ถูกเธอตบมือออก “อย่ามาแตะต้องฉัน!”
เหมือนแมวน้อยที่ขนฟูขึ้นมา
แถมยังเป็นแมวน้อยขนฟูที่ตาบวม น่ารักดี
แววตาของโจวอวี้เหิงแฝงรอยยิ้ม ลูบหัวเธอเบาๆ “มื้อค่ำไปกินข้าวผสมดินระเบิดกับพ่อมาหรือไง?”
ยิ่งเขาทำเป็นไม่สะทกสะท้าน ก็ยิ่งทำให้ความโกรธของเธอดูน่าขัน เวินหร่านเดือดขึ้นมา หันไปคว้ากล่องทิชชู่ที่หัวเตียง
คิ้วของโจวอวี้เหิงกระตุก ยกมือขึ้นกดข้อมือเธอไว้ “อีกแล้ว?”
เขายื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ตรงหน้าเธอ ชี้ไปที่หน้าผาก “หน้าผากฉันถูกเธอปาจนบวมเป็นสังขยาไปแล้ว วันนี้มีคนถามไม่ต่ำกว่าสิบคนว่าฉันถูกใครต่อยมา ฉันไม่เอาหน้าบ้างหรือไง?”
รอยที่หน้าผากปาไม่เบาเลย บวมช้ำเห็นได้ชัด
เวินหร่านจ้องไปที่ก้อนนูนนั่น แล้วเค้นคำออกมาจากไรฟันสามคำ “ก็–สม–แล้ว”
“ใช่ ก็สมควรฉันแล้ว สมควรที่เลี้ยงแมวนิสัยเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจไว้ในบ้าน”
“…”
เวินหร่านถูกท่าทีไม่ยี่หระของเขาทำให้พูดไม่ออก
โจวอวี้เหิงดึงตัวเธอขึ้นมาวางบนตัก ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบหางตาที่แดงก่ำของเธอ “แมวน้อยเวิน ร้องไห้ทำไม?”
“…”
เวินหร่านคิดในใจว่าเธอช่างไร้ความตั้งใจจริงๆ เพียงแค่เขาแสดงความอ่อนโยนและอบอุ่นออกมาเล็กน้อย เธอก็ใจอ่อน
เธอเกลียดตัวเองแบบนี้เหลือเกิน
จมูกยังคัดเพราะร้องไห้มานาน เธอหลุบตาลงกำลังจะพูด โทรศัพท์ของโจวอวี้เหิงก็ดังขึ้น
ชายหนุ่มกวาดตามองแวบหนึ่งแล้วก็ปิดหน้าจอทันที ตบก้นเธอเบาๆ ให้เธอลงไป
เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก แต่เวินหร่านก็ยังเห็น ว่าเป็นเจียงซีเหยาที่โทรมา
หลังจากโจวอวี้เหิงรับสาย เขาก็หันหลังให้เวินหร่านดึงเน็คไทออก น้ำเสียงกดไว้ด้วยความรำคาญเล็กน้อย “เธอรีบๆ นอนเถอะ ฉันมีธุระนิดหน่อย”
พูดจบก็โยนเน็คไททิ้งเดินจากไป
เวินหร่านนั่งอยู่บนเตียง หัวใจที่เพิ่งอุ่นขึ้นมาถูกโยนลงไปในห้องเย็นอีกครั้ง ค่อยๆ ไร้ไออุ่น
……
เขาหายไปอีกคืน ไม่กลับมา
เวินหร่านเป็นคนหนาวง่าย ถึงในบ้านจะมีฮีทเตอร์ เท้าก็ยังเย็น
โจวอวี้เหิงตัวร้อน ก่อนหน้านี้เขามักจะกอดเธอนอน เหมือนกระเป๋าน้ำร้อนมนุษย์ คอยอุ่นเท้าให้
แต่ตอนนี้ พื้นที่ข้างๆ ว่างเปล่า เท้าก็เย็นชืด
เวินหร่านคิดอย่างน่าสมเพชใจว่า ถ้าเจียงซีเหยาไม่กลับมาก็ดีสิ
คิดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชจริงๆ
ตอนบ่าย เวินหร่านเก็บชุดสองสามชุดไปที่ฐานวิจัยของมหาวิทยาลัย
เพื่อให้นักวิจัยสามารถทุ่มเทให้กับการวิจัยได้ดีขึ้น มหาวิทยลัยจึงจัดหอพักเดี่ยวให้ทุกคน
เวินหร่านพักที่ฐานสองวัน ติดต่อโจวอวี้เหิงเลยสองวัน
สิ่งที่น่าขันและทำให้ใจเยือกเย็นก็คือ เขาก็ไม่ได้ติดต่อเธอเหมือนกัน
คาดว่าเขาคงไม่กลับบ้านเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอไปอยู่ที่ฐาน
ตอนบ่าย เวินหร่านกำลังตรวจสอบระบบเดินอากาศอยู่ รุ่นพี่สาวก็เคาะประตูเข้ามา บอกเธอว่าอธิการบดีให้เธอไปต้อนรับบุคคลสำคัญ
ปกติเวินหร่านไม่เคยยุ่งเรื่องงานต้อนรับ แต่เพราะภาพลักษณ์ดี เคยถูกอธิการบดีจับตัวไปต้อนรับนายกเทศมนตรีแบบฉุกละหุกครั้งหนึ่ง ผลงานครั้งนั้นยอดเยี่ยม ต่อมางานต้อนรับบุคคลสำคัญก็เลยตกมาที่เธอเสมอ
ตอนเดินออกไป รุ่นพี่สาวเล่าข่าวซุบซิบที่ได้ยินมาให้ฟัง “ได้ยินว่าบุคคลสำคัญที่มาบริจาคห้องสมุดครั้งนี้เป็นหนุ่มหล่อเลี้ยงใหญ่ บริจาคสองสิบล้านโดยไม่กะพริบตา ไม่ขอตำแหน่งกิตติมศักดิ์อะไรทั้งนั้น แค่ขอให้จัดแฟนสาวเข้าเรียนในมหาวิทยลัย ให้ได้ปริญญา”
การเอาเงินซื้อปริญญาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ข่าวซุบซิบที่เจือปนด้วยความรักแบบนี้กลับทำให้คนอิจฉาเป็นพิเศษ
“แฟนสาวของท่านนั้นมีความสุขจริงๆ เลยนะ แฟนหนุ่มทั้งหล่อทั้งรวย แถมยังดีกับเธอขนาดนี้ ต้องหันไปกราบไหว้ทางไหนถึงจะได้แฟนแบบนี้บ้างนะ”
เวินหร่านยิ้ม คว้ากระเป๋ามา “ไหว้เจอแล้วบอกฉันที ฉันจะขอไหว้ด้วยคน”
ฐานวิจัยอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ขับรถ 15 นาที เวินหร่านเพิ่งเข้ารั้วมหาวิทยาลัยก็เดินชนกับกลุ่มคนหนึ่ง
เธอตะลึงค้างอยู่กับที่
อธิการบดีโบกมือเรียกเธอ “เวินหร่าน มาเร็ว!”
วันนี้แดดออกเป็นพิเศษ แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวอบอุ่นอ่อนโยน แต่ตอนนี้เวินหร่านกลับรู้สึกว่ามือเท้าเย็นชืด แข็งทื่อไม่เหมือนแขนขาตัวเอง
โจวอวี้เหิงอยู่ในสูทสั่งตัดสีเทาเข้ม ข้างนอกสวมโค้ทตัวยาวสีดำ ยืนอยู่กลางแสงแดด สง่างามเงางาม หล่อเหลาจนผู้คนรอบข้างดูจืดจางไปหมด
เขาสวมถุงมือหนังแท้สีดำ กำลังเข็นรถเข็น คนที่นั่งอยู่บนรถไม่ใช่เจียงซีเหยาแล้วจะเป็นใครไปได้
เจียงซีเหยาใส่เสื้อผ้าหนาๆ เสื้อแจ็คเก็ตดาวน์ยาวสีขาวห่อหุ้มเธอไว้มิดชิด ยังมีที่ปิดหูกับหน้ากากสีชมพู เหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงามและถูกทะนุถนอมอย่างดี
เวินหร่านเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองใส่น้อยไป เมื่อเทียบกับเจียงซีเหยาแล้ว เธอดูบางเบาและน่าสงสารเหลือเกิน
ทันใดนั้นแสงแดดก็แสบตาขึ้นมา แทงจนตาเจ็บแปลบ
“เวินหร่าน!” อธิการบดีนึกว่าเธอมองไม่เห็น จึงเรียกอีกครั้ง
เวินหร่านได้สติ ก้าวเท้าแข็งๆ เข้าไปหา
อธิการบดีแนะนำเวินหร่านให้โจวอวี้เหิงรู้จักด้วยรอยยิ้ม เวินหร่านไม่อยากมองหน้าผู้ชายคนนั้น จึงก้มหน้าลง แล้วสบเข้ากับสายตาของเจียงซีเหยา
เจียงซีเหยาเลิกคิ้วให้เธอ ความได้ใจวาบผ่านแววตาชั่วขณะ นั่นคือท่าทางของผู้ชนะ
น่าประชดเพียงใด สามีทุ่มเงินหลายสิบล้านเพื่อซื้อปริญญาให้อนุภรรยา ภรรยากลับต้องมาต้อนรับเขากับอนุภรรยา
เวินหร่านคิดอย่างน่าสมเพชว่า ขุนนางผู้ใหญ่ที่ว่าใจกว้างนั้นจะเป็นไรไป เธอ ภรรยาของโจวอวี้เหิง ยังบรรจุทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างสุดลูกหูลูกตาไว้ในอกได้เลยต่างหาก
“อวี้เหิง” เจียงซีเหยาหันไปมองผู้ชายด้านหลัง ดวงตาโค้งขึ้น “ฉันค่อนข้างชอบผู้หญิงคนนี้นะ ให้เธอเข็นฉันได้ไหม?”
เวินหร่านเบนสายตาจ้องไปที่โจวอวี้เหิงทันควัน
คนที่ยืนอยู่คือภรรยาหลวง คนที่นั่งอยู่คืออนุภรรยา ถ้าเขากล้าตอบตกลงให้เธอเข็นอนุภรรยา…
“ได้”
เสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มดังขึ้น
อธิการบดีรู้สึกว่าการจัดการเช่นนี้ดีแล้ว เห็นเวินหร่านไม่ขยับ จึงเร่งให้เธอรับรถเข็น
แดดออกแล้ว แต่ลมฤดูหนาวยังหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก โจวอวี้เหิงเหลือบมองมือที่เป่าแดดจนแดงของเวินหร่าน ตอนส่งรถเข็นให้จึงถอดถุงมือออกส่งให้เธอด้วย
เวินหร่านชะงักเล็กน้อย แววตาที่หม่นหมองจุดประกายความหวังวาบหนึ่ง
แต่วินาทีต่อมากลับได้ยินผู้ชายพูดว่า “ระวังมืออย่าให้ลื่นนะ อย่าให้เธอตก”