คุณปู่มีสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงหนักแน่นขณะเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของตระกูล
“ปู่ทวดของปู่ หรือก็คือทวดทวดของหลาน สมัยนั้นเดินทางจากซานตงข้ามด่านกวนตงมากับพี่น้องแท้ ๆ ของตัวเอง สุดท้ายก็มาถึงภูเขาแถบนี้ บุกเบิกผืนดิน ตั้งรกรากสร้างครอบครัว ถึงมีหมู่บ้านตระกูลเสิ่นในวันนี้”
“ทวดทวดของหลานเป็นคนใจเด็ด สมัยนั้นเคยนำพาพี่น้องต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในป่าลึก ขาบาดเจ็บจนพิการ ผู้คนในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างเรียกเขาว่า เสิ่นขาเป๋ เป็นคนมีชื่อเสียงมาก”
“ต่อมาก็ถึงพ่อของปู่ หรือก็คือทวดของหลาน ตอนหนุ่ม ๆ เคยไปร่วมรบในสงครามต่อต้านอเมริกาและช่วยเหลือเกาหลี เขาบาดเจ็บสาหัสตอนช่วยสหายร่วมรบ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่จากไปเร็วขนาดนั้น”
พอพูดถึงตรงนี้ แววตาของชายชราก็ฉายความเศร้าสร้อย น้ำเสียงยิ่งจริงใจขึ้น
“มาถึงรุ่นพวกหลาน หลายคนลืมบรรพบุรุษกันไปหมดแล้ว แต่ปู่เชื่อมั่นในตัวหลาน เลือดของตระกูลเสิ่นเราไม่ได้เสียเปล่า ไม่ว่าต่อไปจะทำอะไร ก็ต้องจดจำมรดกที่สืบทอดกันมานี้ไว้ให้ดี”
ก่อนหน้านี้เสิ่นเยี่ยนเคยฟังคุณปู่กับพ่อเล่าเรื่องบรรพบุรุษมาบ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถ้อยคำเหล่านั้นจะกระแทกใจเท่าวันนี้ เขากุมมือคุณปู่ไว้แน่น
“คุณปู่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจำขึ้นใจแล้ว ผมจะรักษาคุณธรรมและมรดกที่สืบทอดกันมาของตระกูลเสิ่นไว้ให้ดี ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ทำให้ความทุ่มเทของบรรพบุรุษต้องสูญเปล่าแน่นอนครับ”
เสิ่นโส่วเจิ้งกับเสิ่นโส่วเย่ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ต่างก็นึกถึงคุณปู่ของตัวเองขึ้นมา จึงอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
ครู่หนึ่งต่อมา เสิ่นโส่วเจิ้งก็เก็บความรู้สึกแล้วกำชับเสิ่นเยี่ยนอย่างจริงจัง “ต่อไปหลานจะเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตแค่ไหน ก็ห้ามลืมคำพูดที่ปู่บอกวันนี้เด็ดขาด”
คุณย่ากับลูกสะใภ้ทั้งสองคนคุยกันอย่างออกรส ความเหน็ดเหนื่อยจากการดูแลครอบครัวมาหลายปี ในที่สุดก็วางลงได้เสียที พวกเธอจึงได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาพักผ่อนที่ซานย่าอย่างเต็มที่
