เซียวเฟินเหลือบมองสวีซุ่ย “ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่ที่กลัวก็คือพอถึงตอนนั้น ลูกพี่ลูกน้องของเราคนนี้จะมาอยู่ที่บ้าน พอมาอยู่ก็ต้องกินต้องใช้ แล้วก็ต้องจัดเตียงให้เธอสักหลังด้วย”
“บ้านเรามีคนมากพอแล้ว ถ้ามาเพิ่มอีกคน เรื่องคงไม่ใช่แค่ต้องเพิ่มตะเกียบอีกคู่หรอก”
บ้านไหนก็ไม่ได้ร่ำรวย บ้านไหนก็ไม่มีที่พักเหลือเฟือ จะรับคนหนึ่งมาอยู่ด้วยไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย
“ซุ่ยซุ่ย เดี๋ยวเธอเข้าไปในบ้าน ถ้าแม่ลูกคู่นั้นคิดจะทำแบบนี้ เราสองคนต้องยืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน ช่วยกันรับมือพวกเธอนะ”
บ้านนี้แออัดพอแล้ว แทบไม่มีที่ให้วางเท้า
เธอไม่อยากให้มีใครมาอยู่เพิ่มอีกแล้ว
สวีซุ่ยคิดแล้วก็เห็นว่ามีความเป็นไปได้จริง เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ “ฉันเข้าไปดูก่อนแล้วกัน”
“ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน”
พูดจบ เธอกำลังจะเดินเข้าไป ก็ถูกเซียวเฟินดึงตัวไว้เสียก่อน อีกฝ่ายถามด้วยความสงสัย
“จริงสิ ช่วงนี้เธอออกไปข้างนอกบ่อย ๆ มีธุระอะไรหรือเปล่า”
สัญชาตญาณบอกเธอว่ายายเฒ่าต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ แต่กลับไม่ยอมบอกเธอ
สวีซุ่ยชะงักฝีเท้า “ไม่มีอะไรหรอก แค่มีธุระต้องจัดการนิดหน่อย”
“ธุระอะไรล่ะ เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันรับรองว่าจะไม่บอกใคร”
เซียวเฟินอดสงสัยไม่ได้ ช่วงนี้ยายเฒ่าก็สังเกตเห็นว่าสวีซุ่ยทำตัวแปลกไป แต่กลับไม่พูดสักคำ ซึ่งไม่เหมือนนิสัยของแกเลย
สวีซุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจไม่ปิดบังอีกต่อไป อย่างไรเสียเรื่องงานของเธอก็เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนเข้าทำงานก็จัดการเสร็จแล้ว เหลือแค่รออีกครึ่งเดือนจึงจะเริ่มงาน
